iEnergyGuru

กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐานสากล

 

  1. บทนำ: ทำไมการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้ขยับจากการเป็นเพียงเรื่องของ "ภาพลักษณ์" มาสู่หัวใจของ "กลยุทธ์และความอยู่รอด" ของธุรกิจอย่างเต็มตัว โดยมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าภายในปี 2026 ปัจจัยด้าน ESG จะถูกผูกเข้ากับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรโดยตรง การวัดผลและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นสิ่งจำเป็น คือมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วและจะเข้าสู่ระยะบังคับเต็มรูปแบบในปี 2026 มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย โดยข้อมูลปี 2023 ชี้ให้เห็นว่าไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า (มูลค่า 288.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และอะลูมิเนียม (มูลค่า 75.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปยังสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา จะนำมาตรการในลักษณะเดียวกันมาปรับใช้ในอนาคต

เอกสารฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อการทำความเข้าใจและนำกระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางหลักการพื้นฐาน การดำเนินการตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากล ไปจนถึงกระบวนการทวนสอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและนำไปสู่การรับรองผล การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ผ่านการทวนสอบ (Verified CFO) ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่คือการสร้างสินทรัพย์ข้อมูล (Data Asset) ที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยง, การสร้างนวัตกรรม, และการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างน่าเชื่อถือ

ก่อนที่จะลงลึกในแต่ละขั้นตอน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ทำให้กระบวนการประเมินนี้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงานทั้งหมด

 

  1. หลักการสำคัญของการประเมิน CFO: รากฐานสู่ความน่าเชื่อถือ

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับนั้น ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐาน 5 ประการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกณฑ์กำกับดูแลตลอดกระบวนการ เพื่อรับรองความถูกต้อง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานทั้ง 5 ประการนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในกระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ

 

  1. กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) 7 ขั้นตอน

กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เป็นกระบวนการที่เป็นระบบซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง ISO 14064-1 และขั้นตอนที่ 7 การขอการรับรอง (Certification)

ภาพรวมกระบวนการ 7 ขั้นตอน

  1. การกำหนดขอบเขตขององค์กร → การกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน → 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล → 4. การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก → 5. การรายงานผล → 6. การทวนสอบ→ 7. การรับรอง (Certification)

 

3.1 ขั้นตอนที่ 1: การกำหนดขอบเขตขององค์กร (Setting Organizational Boundaries)

เป้าหมาย: ขั้นตอนนี้คือการกำหนด "ขอบเขตทางกายภาพและโครงสร้าง" ขององค์กรที่จะทำการประเมิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดที่จะส่งผลต่อทุกขั้นตอนถัดไป

รูปแบบการประเมิน: องค์กรต้องเลือกแนวทางในการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงหนึ่งรูปแบบ ดังนี้

รูปแบบการประเมิน หลักการ
แบบปันส่วนตามกรรมสิทธิ์ (Equity Share Approach) ประเมินตามสัดส่วนการร่วมทุนหรือการลงทุนที่องค์กรมีในหน่วยธุรกิจต่างๆ
แบบควบคุม (Control Approach) ประเมินจากหน่วยธุรกิจที่องค์กรมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานหรือการเงิน 100%

 

ภายใต้ แบบควบคุม (Control Approach) องค์กรต้องเลือกระหว่างแนวทางย่อยอย่างใดอย่างหนึ่ง:

 

องค์ประกอบที่ต้องระบุในขอบเขตองค์กร:

 

3.2 ขั้นตอนที่ 2: การกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน (Setting Operational Boundaries)

หลังจากกำหนด 'ขอบเขตขององค์กร' ว่าจะวัด ที่ไหน แล้ว ขั้นตอนนี้จะเจาะลึกลงไปว่าจะวัด อะไร ภายในขอบเขตนั้น

เป้าหมาย: คือการระบุและจำแนก "กิจกรรม" ทั้งหมดที่ก่อให้เกิดการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกหลัก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), มีเทน (CH₄), ไนตรัสออกไซด์ (N₂O), กลุ่มไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), กลุ่มเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) และซัลเฟอร์เฮ็กซาฟลูโอไรด์ (SF₆) ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (Scopes) ตามมาตรฐานสากล

 

ประเภทกิจกรรมใน Scope 3 (ตัวอย่าง) ทิศทางในห่วงโซ่คุณค่า คำอธิบาย
การจัดซื้อวัตถุดิบและบริการ (Purchased Goods & Services) ต้นน้ำ (Upstream) การปล่อยก๊าซฯ ที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของวัตถุดิบหรือบริการที่องค์กรจัดซื้อ
ของเสียจากการดำเนินงาน (Waste Generated) ต้นน้ำ (Upstream) การปล่อยก๊าซฯ จากการจัดการของเสียที่ส่งไปกำจัดภายนอก เช่น การฝังกลบ หรือการเผา
การขนส่งและกระจายสินค้า (Transportation & Distribution) ต้นน้ำและปลายน้ำ การขนส่งวัตถุดิบมายังองค์กร (ต้นน้ำ) และการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า (ปลายน้ำ) โดยผู้ให้บริการภายนอก
การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) ต้นน้ำ (Upstream) การเดินทางของพนักงานเพื่อติดต่อธุรกิจโดยใช้ยานพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร เช่น เครื่องบิน, รถแท็กซี่
การเดินทางของพนักงาน (Employee Commuting) ต้นน้ำ (Upstream) การปล่อยก๊าซฯ จากการเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านและที่ทำงานของพนักงาน

 

 

3.3 ขั้นตอนที่ 3: การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Inventory)

ความสำคัญ: ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและมักใช้เวลามากที่สุด เนื่องจากคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลที่รวบรวมได้จะส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของผลการประเมินทั้งหมด

แนวทางการดำเนินงาน:

  1. กำหนดคณะทำงาน: จัดตั้งทีมงานที่มีบทบาทชัดเจน ประกอบด้วย Team leader (ผู้บริหารระดับนโยบาย), ผู้จัดการข้อมูล, ผู้รับผิดชอบข้อมูล, ผู้เก็บข้อมูล, ผู้เขียนรายงาน และ ผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อให้การเก็บข้อมูลเป็นระบบและน่าเชื่อถือ
  2. กำหนดปีฐาน (Base Year): เลือกปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐานเพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงในการเปรียบเทียบและติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
  3. วางระบบควบคุมคุณภาพข้อมูล (QA/QC): สร้างกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำไปใช้คำนวณ เช่น การตรวจสอบเอกสาร การสอบเทียบเครื่องมือวัด
  4. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล: เก็บข้อมูลเชิงปริมาณของกิจกรรมต่างๆ ตามแหล่งปล่อยในแต่ละ Scope ที่ระบุไว้ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (kWh), ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล (ลิตร), ปริมาณขยะ (กก.)
  5. ติดตามความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ตรวจสอบความแม่นยำของอุปกรณ์และเครื่องมือวัดที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

 

3.4 ขั้นตอนที่ 4: การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก

หลักการคำนวณ: ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจะถูกคำนวณและรวมให้อยู่ในหน่วยเดียวกันคือ "คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (CO2e) โดยใช้สูตรดังนี้:

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2e) = Σ [ข้อมูลกิจกรรม x ค่าแฟกเตอร์การปล่อยของก๊าซแต่ละชนิด x ค่า GWP ของก๊าซนั้นๆ]

การคำนวณจะทำแยกสำหรับก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด (เช่น CO₂, CH₄, N₂O) จากแต่ละกิจกรรม แล้วจึงรวมผลลัพธ์ทั้งหมดให้อยู่ในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) เดียวกัน

วิธีการคำนวณ: สามารถทำได้ 3 รูปแบบ คือ การตรวจวัดโดยตรงจากแหล่งปล่อย, การคำนวณโดยใช้สูตรข้างต้น, หรือการใช้สองวิธีร่วมกัน

แหล่งข้อมูลสำคัญ:

 

3.5 ขั้นตอนที่ 5: การรายงานผล (Reporting)

วัตถุประสงค์: เพื่อสื่อสารข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และใช้เป็นข้อมูลฐานในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างรายงานที่ดีต้องสะท้อนหลักการเรื่องความโปร่งใส (Transparency) ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของข้อมูลได้

โครงสร้างรายงานที่ควรมี:

 

3.6 ขั้นตอนที่ 6: การทวนสอบ (Verification)

เป้าหมายและความสำคัญ: การทวนสอบเป็นกระบวนการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (Third Party) ที่เป็นอิสระ เพื่อให้การรับรองว่าผลการคำนวณและการรายงานขององค์กรมีความถูกต้อง สอดคล้องตามหลักการทั้ง 5 ประการ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

กระบวนการทวนสอบโดยสังเขป:

  1. การวางแผนและคัดเลือกผู้ทวนสอบ: องค์กรทำการเลือกผู้ทวนสอบที่มีคุณสมบัติเหมาะสม กำหนดระดับการรับรองที่ต้องการ (เช่น แบบเหมาะสม (Reasonable) ซึ่งมีความเข้มข้นสูง หรือ แบบจำกัด (Limited)) และร่วมกันวางแผนการทวนสอบ
  2. กระบวนการทวนสอบ: ผู้ทวนสอบจะดำเนินการทวนสอบตามแผนกลยุทธ์การสุ่มตัวอย่าง (Sampling Strategy) เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูล ณ แหล่งกำเนิด รวมถึงตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และความถูกต้องของผลการคำนวณตามแผนที่วางไว้
  3. การออกรายงานผลการทวนสอบ: เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น ผู้ทวนสอบจะจัดทำรายงานสรุปผลการทวนสอบ และออกเอกสารยืนยัน (Verification Statement) เพื่อรับรองผลการประเมินขององค์กร

 

3.7 ขั้นตอนที่ 7: การรับรอง (Certification)

การขอการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ในประเทศไทย ดำเนินการผ่าน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) โดยเมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว ให้ยื่นเรื่องขอรับรองกับ TGO

ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม

 

ประโยชน์:

 

กระบวนการทั้ง 7 ขั้นตอนนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่การบริหารจัดการด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์

 

  1. บทสรุป: จากการประเมินสู่การปฏิบัติและการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์

กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ที่ได้นำเสนอมาทั้งหมดนี้ คือแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ความโปร่งใส และความสอดคล้องตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ การคำนวณ CFO ไม่ได้จบลงที่การได้มาซึ่งตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่สำคัญกว่านั้น

ในโลกธุรกิจที่ปัจจัยด้าน ESG กำลังจะถูกผูกเข้ากับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันโดยตรง การมีข้อมูลคาร์บอน    ฟุตพริ้นท์ที่น่าเชื่อถือเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทางที่ชัดเจน ข้อมูลนี้จะเป็นฐานในการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดส่งออกที่เข้มงวดอย่างสหภาพยุโรป ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ดังนั้น องค์กรควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าการประเมิน CFO เป็นเพียงภาระหรือต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปสู่การมองว่านี่คือการลงทุนที่จำเป็นเพื่อสร้างความยั่งยืนและความได้เปรียบในระยะยาว ในท้ายที่สุด การลงทุนในกระบวนการ CFO วันนี้ คือการซื้อ 'ใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ' (License to Operate) สำหรับเศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้ ซึ่งความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นแกนหลักของความสามารถในการแข่งขัน

 

0 Reviews

Write a Review

Exit mobile version