
- บทนำ: ทำไมการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
ภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้ขยับจากการเป็นเพียงเรื่องของ "ภาพลักษณ์" มาสู่หัวใจของ "กลยุทธ์และความอยู่รอด" ของธุรกิจอย่างเต็มตัว โดยมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าภายในปี 2026 ปัจจัยด้าน ESG จะถูกผูกเข้ากับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรโดยตรง การวัดผลและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นสิ่งจำเป็น คือมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วและจะเข้าสู่ระยะบังคับเต็มรูปแบบในปี 2026 มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย โดยข้อมูลปี 2023 ชี้ให้เห็นว่าไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า (มูลค่า 288.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และอะลูมิเนียม (มูลค่า 75.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปยังสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา จะนำมาตรการในลักษณะเดียวกันมาปรับใช้ในอนาคต
เอกสารฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อการทำความเข้าใจและนำกระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางหลักการพื้นฐาน การดำเนินการตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากล ไปจนถึงกระบวนการทวนสอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและนำไปสู่การรับรองผล การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ผ่านการทวนสอบ (Verified CFO) ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่คือการสร้างสินทรัพย์ข้อมูล (Data Asset) ที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยง, การสร้างนวัตกรรม, และการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างน่าเชื่อถือ
ก่อนที่จะลงลึกในแต่ละขั้นตอน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ทำให้กระบวนการประเมินนี้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงานทั้งหมด
- หลักการสำคัญของการประเมิน CFO: รากฐานสู่ความน่าเชื่อถือ
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับนั้น ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐาน 5 ประการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกณฑ์กำกับดูแลตลอดกระบวนการ เพื่อรับรองความถูกต้อง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
- ความตรงประเด็น (Relevance)
- คำอธิบาย: การเลือกแหล่งปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงระเบียบวิธีการรวบรวมข้อมูลและการคำนวณ ต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแท้จริง
- เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรกำลังทุ่มเททรัพยากรในการวัดผลและบริหารจัดการในประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลกระทบได้สูงสุด
- ความสมบูรณ์ (Completeness)
- คำอธิบาย: การรวบรวมข้อมูลต้องครอบคลุมทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดภายในขอบเขตที่กำหนดไว้ โดยไม่ละเว้นแหล่งปล่อยที่มีนัยสำคัญ
- เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนหรือการประเมิน ESG ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และสร้างฐานข้อมูลที่สมบูรณ์สำหรับการระบุโอกาสในการลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซฯ ที่มีนัยสำคัญ
- ความสอดคล้องกัน (Consistency)
- คำอธิบาย: การใช้ระเบียบวิธี ข้อมูล และข้อสมมติฐานในการประเมินต้องมีความสอดคล้องกันในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในแต่ละปีได้อย่างมีความหมาย
- เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อให้องค์กรสามารถติดตามความคืบหน้าเทียบกับเป้าหมายและปีฐาน (Base Year) ได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ความถูกต้อง (Accuracy)
- คำอธิบาย: การดำเนินกระบวนการทั้งหมดต้องมุ่งลดความคลาดเคลื่อน (Bias) และความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในการรวบรวมข้อมูลและการคำนวณให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและใกล้เคียงกับค่าความเป็นจริง
- เหตุใดจึงสำคัญ: ความถูกต้องคือหัวใจของความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุน
- ความโปร่งใส (Transparency)
- คำอธิบาย: การเปิดเผยข้อมูล ระเบียบวิธี ข้อสมมติฐาน และข้อจำกัดต่างๆ ที่ใช้ในการประเมินอย่างเพียงพอและชัดเจน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบย้อนกลับและทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดได้
- เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ว่าข้อมูลขององค์กรมีความน่าเชื่อถือและผ่านกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคะแนน ESG และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานทั้ง 5 ประการนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในกระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ
- กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) 7 ขั้นตอน
กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เป็นกระบวนการที่เป็นระบบซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง ISO 14064-1 และขั้นตอนที่ 7 การขอการรับรอง (Certification)
ภาพรวมกระบวนการ 7 ขั้นตอน
- การกำหนดขอบเขตขององค์กร → การกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน → 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล → 4. การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก → 5. การรายงานผล → 6. การทวนสอบ→ 7. การรับรอง (Certification)
3.1 ขั้นตอนที่ 1: การกำหนดขอบเขตขององค์กร (Setting Organizational Boundaries)
เป้าหมาย: ขั้นตอนนี้คือการกำหนด "ขอบเขตทางกายภาพและโครงสร้าง" ขององค์กรที่จะทำการประเมิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดที่จะส่งผลต่อทุกขั้นตอนถัดไป
รูปแบบการประเมิน: องค์กรต้องเลือกแนวทางในการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงหนึ่งรูปแบบ ดังนี้
| รูปแบบการประเมิน | หลักการ |
| แบบปันส่วนตามกรรมสิทธิ์ (Equity Share Approach) | ประเมินตามสัดส่วนการร่วมทุนหรือการลงทุนที่องค์กรมีในหน่วยธุรกิจต่างๆ |
| แบบควบคุม (Control Approach) | ประเมินจากหน่วยธุรกิจที่องค์กรมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานหรือการเงิน 100% |
ภายใต้ แบบควบคุม (Control Approach) องค์กรต้องเลือกระหว่างแนวทางย่อยอย่างใดอย่างหนึ่ง:
- การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control): องค์กรจะรวบรวมข้อมูล 100% จากหน่วยงานที่ตนมีอำนาจเต็มในการกำหนดและสั่งการนโยบายด้านการดำเนินงาน
- การควบคุมทางการเงิน (Financial Control): องค์กรจะรวบรวมข้อมูล 100% จากหน่วยงานที่ตนมีอำนาจในการควบคุมนโยบายทางการเงินและการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง
องค์ประกอบที่ต้องระบุในขอบเขตองค์กร:
- เป้าหมาย: ระบุวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ชัดเจน เช่น เพื่อรายงานต่อสาธารณะ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุน หรือเพื่อเตรียมรับมือมาตรการทางการค้า
- รูปแบบการประเมิน: เลือกระหว่าง Equity Share หรือ Control Approach
- ขอบเขตที่ชัดเจน: ระบุหน่วยงาน อาคาร หรือพื้นที่ทางกายภาพที่จะประเมิน
- ระยะเวลา: กำหนดรอบระยะเวลาการประเมิน (โดยทั่วไปคือ 1 ปี)
- ข้อมูลทั่วไปขององค์กร: เช่น ที่ตั้ง, จำนวนพนักงาน, ลักษณะผลิตภัณฑ์/บริการ
- ผู้ประสานงาน: กำหนดผู้รับผิดชอบหลักของโครงการ
- แผนผังกระบวนการ: จัดทำแผนผังกระบวนการผลิตหรือการให้บริการขององค์กร
3.2 ขั้นตอนที่ 2: การกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน (Setting Operational Boundaries)
หลังจากกำหนด 'ขอบเขตขององค์กร' ว่าจะวัด ที่ไหน แล้ว ขั้นตอนนี้จะเจาะลึกลงไปว่าจะวัด อะไร ภายในขอบเขตนั้น
เป้าหมาย: คือการระบุและจำแนก "กิจกรรม" ทั้งหมดที่ก่อให้เกิดการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกหลัก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), มีเทน (CH₄), ไนตรัสออกไซด์ (N₂O), กลุ่มไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), กลุ่มเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) และซัลเฟอร์เฮ็กซาฟลูโอไรด์ (SF₆) ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (Scopes) ตามมาตรฐานสากล
- ขอบเขตที่ 1 (Scope 1): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct Emissions) เป็นการปล่อยที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง
- ตัวอย่าง:
- การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักร หม้อไอน้ำ หรือเตาเผาขององค์กร
- การใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะที่เป็นขององค์กร (เช่น รถยนต์บริษัท รถโฟล์คลิฟท์)
- การรั่วไหลของสารทำความเย็นจากเครื่องปรับอากาศหรือระบบทำความเย็น
- การปล่อยก๊าซจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียภายในพื้นที่ขององค์กร
- การใช้ปุ๋ยเคมีในพื้นที่ขององค์กร
- การปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกโดยตรงของชีวมวล (ดินและป่าไม้)
- ตัวอย่าง:
- ขอบเขตที่ 2 (Scope 2): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions from Energy) เป็นการปล่อยที่เกิดจากการผลิตพลังงานที่องค์กรซื้อมาจากภายนอกเพื่อใช้งาน
- ตัวอย่าง:
- การใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาจากการไฟฟ้า
- การใช้ความร้อนหรือไอน้ำที่ซื้อมาจากผู้ผลิตภายนอก
- ตัวอย่าง:
- ขอบเขตที่ 3 (Scope 3): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เป็นการปล่อยที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ขององค์กร ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรง แต่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน Scope 3 มักเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดและท้าทายที่สุดสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ การประเมิน Scope 3 อย่างครอบคลุมคือสิ่งที่แยกองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนออกจากผู้ตาม เพราะมันสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อทั้งห่วงโซ่คุณค่าอย่างแท้จริง
| ประเภทกิจกรรมใน Scope 3 (ตัวอย่าง) | ทิศทางในห่วงโซ่คุณค่า | คำอธิบาย |
| การจัดซื้อวัตถุดิบและบริการ (Purchased Goods & Services) | ต้นน้ำ (Upstream) | การปล่อยก๊าซฯ ที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของวัตถุดิบหรือบริการที่องค์กรจัดซื้อ |
| ของเสียจากการดำเนินงาน (Waste Generated) | ต้นน้ำ (Upstream) | การปล่อยก๊าซฯ จากการจัดการของเสียที่ส่งไปกำจัดภายนอก เช่น การฝังกลบ หรือการเผา |
| การขนส่งและกระจายสินค้า (Transportation & Distribution) | ต้นน้ำและปลายน้ำ | การขนส่งวัตถุดิบมายังองค์กร (ต้นน้ำ) และการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า (ปลายน้ำ) โดยผู้ให้บริการภายนอก |
| การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) | ต้นน้ำ (Upstream) | การเดินทางของพนักงานเพื่อติดต่อธุรกิจโดยใช้ยานพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร เช่น เครื่องบิน, รถแท็กซี่ |
| การเดินทางของพนักงาน (Employee Commuting) | ต้นน้ำ (Upstream) | การปล่อยก๊าซฯ จากการเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านและที่ทำงานของพนักงาน |
3.3 ขั้นตอนที่ 3: การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Inventory)
ความสำคัญ: ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและมักใช้เวลามากที่สุด เนื่องจากคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลที่รวบรวมได้จะส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของผลการประเมินทั้งหมด
แนวทางการดำเนินงาน:
- กำหนดคณะทำงาน: จัดตั้งทีมงานที่มีบทบาทชัดเจน ประกอบด้วย Team leader (ผู้บริหารระดับนโยบาย), ผู้จัดการข้อมูล, ผู้รับผิดชอบข้อมูล, ผู้เก็บข้อมูล, ผู้เขียนรายงาน และ ผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อให้การเก็บข้อมูลเป็นระบบและน่าเชื่อถือ
- กำหนดปีฐาน (Base Year): เลือกปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐานเพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงในการเปรียบเทียบและติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
- วางระบบควบคุมคุณภาพข้อมูล (QA/QC): สร้างกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำไปใช้คำนวณ เช่น การตรวจสอบเอกสาร การสอบเทียบเครื่องมือวัด
- ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล: เก็บข้อมูลเชิงปริมาณของกิจกรรมต่างๆ ตามแหล่งปล่อยในแต่ละ Scope ที่ระบุไว้ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (kWh), ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล (ลิตร), ปริมาณขยะ (กก.)
- ติดตามความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ตรวจสอบความแม่นยำของอุปกรณ์และเครื่องมือวัดที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
3.4 ขั้นตอนที่ 4: การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก
หลักการคำนวณ: ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจะถูกคำนวณและรวมให้อยู่ในหน่วยเดียวกันคือ "คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (CO2e) โดยใช้สูตรดังนี้:
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2e) = Σ [ข้อมูลกิจกรรม x ค่าแฟกเตอร์การปล่อยของก๊าซแต่ละชนิด x ค่า GWP ของก๊าซนั้นๆ]
การคำนวณจะทำแยกสำหรับก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด (เช่น CO₂, CH₄, N₂O) จากแต่ละกิจกรรม แล้วจึงรวมผลลัพธ์ทั้งหมดให้อยู่ในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) เดียวกัน
- ข้อมูลกิจกรรม (Activity Data): คือข้อมูลเชิงปริมาณที่เก็บรวบรวมได้ในขั้นตอนที่ 3 เช่น ปริมาณการใช้เชื้อเพลิง (ลิตร), ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (kWh)
- ค่าแฟกเตอร์การปล่อย (Emission Factor): คือค่าที่บ่งบอกปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาต่อหนึ่งหน่วยของกิจกรรม เช่น kgCO₂e/ลิตร หรือ kgCO₂e/kWh
- ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP): คือค่าดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบความสามารถของก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)
วิธีการคำนวณ: สามารถทำได้ 3 รูปแบบ คือ การตรวจวัดโดยตรงจากแหล่งปล่อย, การคำนวณโดยใช้สูตรข้างต้น, หรือการใช้สองวิธีร่วมกัน
แหล่งข้อมูลสำคัญ:
- ค่าแฟกเตอร์การปล่อย (Emission Factor): สามารถอ้างอิงข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO
- ค่า GWP: แนะนำให้ใช้ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในรอบ 100 ปี (GWP 100-year) ล่าสุดจากรายงาน IPCC Sixth Assessment Report (AR6) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ GHG Protocol แนะนำ
3.5 ขั้นตอนที่ 5: การรายงานผล (Reporting)
วัตถุประสงค์: เพื่อสื่อสารข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และใช้เป็นข้อมูลฐานในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างรายงานที่ดีต้องสะท้อนหลักการเรื่องความโปร่งใส (Transparency) ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของข้อมูลได้
โครงสร้างรายงานที่ควรมี:
- บทนำ: ระบุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงาน
- ข้อมูลทั่วไปขององค์กร: ชื่อ, ที่อยู่, ลักษณะธุรกิจ และผู้รับผิดชอบ
- ขอบเขตองค์กรและขอบเขตการดำเนินงาน: อธิบายขอบเขตและแนวทางการประเมินที่เลือกใช้
- สรุปปริมาณก๊าซเรือนกระจก: แสดงผลรวมในหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) โดยจำแนกตามชนิดของก๊าซ และตามขอบเขต (Scope 1, 2, 3)
- ปีฐานและวิธีการติดตามผล: ระบุปีฐานที่ใช้อ้างอิงและแนวทางการติดตามผลในอนาคต
- การจัดการคุณภาพข้อมูลและความไม่แน่นอน: อธิบายกระบวนการ QA/QC และการจัดการกับความไม่แน่นอนของข้อมูล
- ภาคผนวก: แนบเอกสารอ้างอิงต่างๆ เช่น แหล่งที่มาของค่า Emission Factor
3.6 ขั้นตอนที่ 6: การทวนสอบ (Verification)
เป้าหมายและความสำคัญ: การทวนสอบเป็นกระบวนการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (Third Party) ที่เป็นอิสระ เพื่อให้การรับรองว่าผลการคำนวณและการรายงานขององค์กรมีความถูกต้อง สอดคล้องตามหลักการทั้ง 5 ประการ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
กระบวนการทวนสอบโดยสังเขป:
- การวางแผนและคัดเลือกผู้ทวนสอบ: องค์กรทำการเลือกผู้ทวนสอบที่มีคุณสมบัติเหมาะสม กำหนดระดับการรับรองที่ต้องการ (เช่น แบบเหมาะสม (Reasonable) ซึ่งมีความเข้มข้นสูง หรือ แบบจำกัด (Limited)) และร่วมกันวางแผนการทวนสอบ
- กระบวนการทวนสอบ: ผู้ทวนสอบจะดำเนินการทวนสอบตามแผนกลยุทธ์การสุ่มตัวอย่าง (Sampling Strategy) เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูล ณ แหล่งกำเนิด รวมถึงตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และความถูกต้องของผลการคำนวณตามแผนที่วางไว้
- การออกรายงานผลการทวนสอบ: เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น ผู้ทวนสอบจะจัดทำรายงานสรุปผลการทวนสอบ และออกเอกสารยืนยัน (Verification Statement) เพื่อรับรองผลการประเมินขององค์กร
3.7 ขั้นตอนที่ 7: การรับรอง (Certification)
การขอการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ในประเทศไทย ดำเนินการผ่าน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) โดยเมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว ให้ยื่นเรื่องขอรับรองกับ TGO
- ยื่นเอกสารออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์ของ TGO (ระบบ Thaicarbonlabel)
- เอกสารที่ใช้: ใบสมัคร, รายงาน GHG Report, Verification Statement จากผู้ทวนสอบ, ไฟล์นำเสนอ (.ppt)
- พิจารณา: คณะอนุกรรมการของ TGO จะประชุมพิจารณา (ปกติใช้เวลา 1-2 เดือน)
- รับรอง: เมื่อผ่านแล้ว จะได้รับประกาศนียบัตร และสามารถนำเครื่องหมาย CFO ไปใช้ประชาสัมพันธ์ได้
ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม
- ค่าใช้จ่าย: ค่าจ้างผู้ทวนสอบ: ประมาณ 30,000 - 100,000++ บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและความซับซ้อน) จ่ายให้บริษัทผู้ทวนสอบ
- ค่าธรรมเนียม TGO: ปัจจุบันไม่มีค่าธรรมเนียมในการยื่นขอขึ้นทะเบียน CFO (ฟรี)
- อายุใบรับรอง: มีอายุ 1 ปี (ต้องทำข้อมูลและยื่นขอใหม่ทุกปี เพื่อดูพัฒนาการ)
ประโยชน์:
- ใช้ยื่นประกอบรายงาน 56-1 One Report (สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์)
- เตรียมความพร้อมรับมือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือ CBAM ในอนาคต
- สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ESG)
กระบวนการทั้ง 7 ขั้นตอนนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่การบริหารจัดการด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์
- บทสรุป: จากการประเมินสู่การปฏิบัติและการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ที่ได้นำเสนอมาทั้งหมดนี้ คือแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ความโปร่งใส และความสอดคล้องตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ การคำนวณ CFO ไม่ได้จบลงที่การได้มาซึ่งตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่สำคัญกว่านั้น
ในโลกธุรกิจที่ปัจจัยด้าน ESG กำลังจะถูกผูกเข้ากับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันโดยตรง การมีข้อมูลคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ที่น่าเชื่อถือเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทางที่ชัดเจน ข้อมูลนี้จะเป็นฐานในการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดส่งออกที่เข้มงวดอย่างสหภาพยุโรป ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
ดังนั้น องค์กรควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าการประเมิน CFO เป็นเพียงภาระหรือต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปสู่การมองว่านี่คือการลงทุนที่จำเป็นเพื่อสร้างความยั่งยืนและความได้เปรียบในระยะยาว ในท้ายที่สุด การลงทุนในกระบวนการ CFO วันนี้ คือการซื้อ 'ใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ' (License to Operate) สำหรับเศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้ ซึ่งความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นแกนหลักของความสามารถในการแข่งขัน