• Link to Facebook
  • Link to X
  • Link to Youtube
  • Link to Behance
  • Contact
  • Ad-information
iEnergyGuru
  • Home
  • iNews
    • ข่าวเทคโนโลยีพลังงาน
    • ข่าวพลังงานทดแทน
    • ข่าวอนุรักษ์พลังงาน
    • ข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
    • ข่าวนวัตกรรมและเทคโนโลยี
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • iKnow
    • ข้อมูลพลังงาน
      • อัตราค่าไฟฟ้า : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
      • อัตราค่าไฟฟ้า : การไฟฟ้านครหลวง
      • อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)
    • A Global Map
    • Energy Infographics
    • วันสำคัญ
    • สารานุกรมศัพท์พลังงาน
    • บุคคลสำคัญด้านเทคโนโลยี
    • เอกสารเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
    • กฏหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
  • iContent
    • Renewable Energy
      • ชีวมวลและพลังงานชีวภาพ (Biomass and Bioenergy)
      • พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)
      • พลังงานน้ำ (Hydro Power)
      • พลังงานมหาสมุทร (Ocean Energy)
      • พลังงานลม (Wind Energy)
      • พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
      • เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)
    • Fossil Energy
      • ปิโตรเลียม
      • ก๊าซธรรมชาติ
      • ถ่านหิน
    • Emerging & Alternative Energy
      • พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy)
      • Fusion Energy & Nuclear Technology
      • พลังงานจากของเสีย (Waste-to-Energy)
      • กระบวนการเลียนแบบการสังเคราะห์แสง (Artificial Photosynthesis)
    • Energy Conservation
      • พลังงานไฟฟ้า
        • Air compressor
        • Refrigeration & Air Condition
        • Motor
        • Lighting
        • Electric Power System
        • Pump & Fan
        • Heater
      • พลังงานความร้อน
        • Thermal Theory
        • Boiler
        • Furnace
        • Dryer & Oven
        • Condenser & Evaporator
      • เทคโนโลยีเชิงลึก
      • วัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน
      • เครื่องมือวัดด้านพลังงาน
    • Industrial Management & Standard
      • ISO 50001
        • ความต้องการของมาตรฐาน ISO 50001
        • ขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 50001
        • การตรวจสอบรับรอง ISO 50001
        • กรณีศึกษา ISO 50001
      • การจัดการพลังงานตามกฎหมาย
        • กฎหมายด้านพลังงาน
      • การจัดการอุตสาหกรรม
  • iChannel
    • ISO 50001
    • Energy Management Systems
    • Energy Conservation Video
    • Renewable Energy Video
    • The Earth Awareness
    • iEnergyGuru
  • Click to open the search input field Click to open the search input field Search
  • Menu Menu

กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐานสากล

Facebook0Tweet0

 

  1. บทนำ: ทำไมการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้ขยับจากการเป็นเพียงเรื่องของ "ภาพลักษณ์" มาสู่หัวใจของ "กลยุทธ์และความอยู่รอด" ของธุรกิจอย่างเต็มตัว โดยมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าภายในปี 2026 ปัจจัยด้าน ESG จะถูกผูกเข้ากับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรโดยตรง การวัดผลและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นสิ่งจำเป็น คือมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วและจะเข้าสู่ระยะบังคับเต็มรูปแบบในปี 2026 มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย โดยข้อมูลปี 2023 ชี้ให้เห็นว่าไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า (มูลค่า 288.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และอะลูมิเนียม (มูลค่า 75.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปยังสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา จะนำมาตรการในลักษณะเดียวกันมาปรับใช้ในอนาคต

เอกสารฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อการทำความเข้าใจและนำกระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางหลักการพื้นฐาน การดำเนินการตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากล ไปจนถึงกระบวนการทวนสอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและนำไปสู่การรับรองผล การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ผ่านการทวนสอบ (Verified CFO) ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่คือการสร้างสินทรัพย์ข้อมูล (Data Asset) ที่จำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยง, การสร้างนวัตกรรม, และการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างน่าเชื่อถือ

ก่อนที่จะลงลึกในแต่ละขั้นตอน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ทำให้กระบวนการประเมินนี้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงานทั้งหมด

 

  1. หลักการสำคัญของการประเมิน CFO: รากฐานสู่ความน่าเชื่อถือ

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับนั้น ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐาน 5 ประการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกณฑ์กำกับดูแลตลอดกระบวนการ เพื่อรับรองความถูกต้อง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

  • ความตรงประเด็น (Relevance)
    • คำอธิบาย: การเลือกแหล่งปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงระเบียบวิธีการรวบรวมข้อมูลและการคำนวณ ต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแท้จริง
    • เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรกำลังทุ่มเททรัพยากรในการวัดผลและบริหารจัดการในประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งนำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลกระทบได้สูงสุด
  • ความสมบูรณ์ (Completeness)
    • คำอธิบาย: การรวบรวมข้อมูลต้องครอบคลุมทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดภายในขอบเขตที่กำหนดไว้ โดยไม่ละเว้นแหล่งปล่อยที่มีนัยสำคัญ
    • เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกตั้งคำถามจากนักลงทุนหรือการประเมิน ESG ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และสร้างฐานข้อมูลที่สมบูรณ์สำหรับการระบุโอกาสในการลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซฯ ที่มีนัยสำคัญ
  • ความสอดคล้องกัน (Consistency)
    • คำอธิบาย: การใช้ระเบียบวิธี ข้อมูล และข้อสมมติฐานในการประเมินต้องมีความสอดคล้องกันในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในแต่ละปีได้อย่างมีความหมาย
    • เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อให้องค์กรสามารถติดตามความคืบหน้าเทียบกับเป้าหมายและปีฐาน (Base Year) ได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • ความถูกต้อง (Accuracy)
    • คำอธิบาย: การดำเนินกระบวนการทั้งหมดต้องมุ่งลดความคลาดเคลื่อน (Bias) และความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในการรวบรวมข้อมูลและการคำนวณให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและใกล้เคียงกับค่าความเป็นจริง
    • เหตุใดจึงสำคัญ: ความถูกต้องคือหัวใจของความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุน
  • ความโปร่งใส (Transparency)
    • คำอธิบาย: การเปิดเผยข้อมูล ระเบียบวิธี ข้อสมมติฐาน และข้อจำกัดต่างๆ ที่ใช้ในการประเมินอย่างเพียงพอและชัดเจน เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบย้อนกลับและทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดได้
    • เหตุใดจึงสำคัญ: เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ว่าข้อมูลขององค์กรมีความน่าเชื่อถือและผ่านกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคะแนน ESG และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานทั้ง 5 ประการนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ในกระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ

 

  1. กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) 7 ขั้นตอน

กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เป็นกระบวนการที่เป็นระบบซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง ISO 14064-1 และขั้นตอนที่ 7 การขอการรับรอง (Certification)

ภาพรวมกระบวนการ 7 ขั้นตอน

  1. การกำหนดขอบเขตขององค์กร → การกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน → 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล → 4. การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก → 5. การรายงานผล → 6. การทวนสอบ→ 7. การรับรอง (Certification)

 

3.1 ขั้นตอนที่ 1: การกำหนดขอบเขตขององค์กร (Setting Organizational Boundaries)

เป้าหมาย: ขั้นตอนนี้คือการกำหนด "ขอบเขตทางกายภาพและโครงสร้าง" ขององค์กรที่จะทำการประเมิน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดที่จะส่งผลต่อทุกขั้นตอนถัดไป

รูปแบบการประเมิน: องค์กรต้องเลือกแนวทางในการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงหนึ่งรูปแบบ ดังนี้

รูปแบบการประเมิน หลักการ
แบบปันส่วนตามกรรมสิทธิ์ (Equity Share Approach) ประเมินตามสัดส่วนการร่วมทุนหรือการลงทุนที่องค์กรมีในหน่วยธุรกิจต่างๆ
แบบควบคุม (Control Approach) ประเมินจากหน่วยธุรกิจที่องค์กรมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานหรือการเงิน 100%

 

ภายใต้ แบบควบคุม (Control Approach) องค์กรต้องเลือกระหว่างแนวทางย่อยอย่างใดอย่างหนึ่ง:

  • การควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control): องค์กรจะรวบรวมข้อมูล 100% จากหน่วยงานที่ตนมีอำนาจเต็มในการกำหนดและสั่งการนโยบายด้านการดำเนินงาน
  • การควบคุมทางการเงิน (Financial Control): องค์กรจะรวบรวมข้อมูล 100% จากหน่วยงานที่ตนมีอำนาจในการควบคุมนโยบายทางการเงินและการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง

 

องค์ประกอบที่ต้องระบุในขอบเขตองค์กร:

  • เป้าหมาย: ระบุวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ชัดเจน เช่น เพื่อรายงานต่อสาธารณะ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุน หรือเพื่อเตรียมรับมือมาตรการทางการค้า
  • รูปแบบการประเมิน: เลือกระหว่าง Equity Share หรือ Control Approach
  • ขอบเขตที่ชัดเจน: ระบุหน่วยงาน อาคาร หรือพื้นที่ทางกายภาพที่จะประเมิน
  • ระยะเวลา: กำหนดรอบระยะเวลาการประเมิน (โดยทั่วไปคือ 1 ปี)
  • ข้อมูลทั่วไปขององค์กร: เช่น ที่ตั้ง, จำนวนพนักงาน, ลักษณะผลิตภัณฑ์/บริการ
  • ผู้ประสานงาน: กำหนดผู้รับผิดชอบหลักของโครงการ
  • แผนผังกระบวนการ: จัดทำแผนผังกระบวนการผลิตหรือการให้บริการขององค์กร

 

3.2 ขั้นตอนที่ 2: การกำหนดขอบเขตการดำเนินงาน (Setting Operational Boundaries)

หลังจากกำหนด 'ขอบเขตขององค์กร' ว่าจะวัด ที่ไหน แล้ว ขั้นตอนนี้จะเจาะลึกลงไปว่าจะวัด อะไร ภายในขอบเขตนั้น

เป้าหมาย: คือการระบุและจำแนก "กิจกรรม" ทั้งหมดที่ก่อให้เกิดการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกหลัก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), มีเทน (CH₄), ไนตรัสออกไซด์ (N₂O), กลุ่มไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), กลุ่มเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) และซัลเฟอร์เฮ็กซาฟลูโอไรด์ (SF₆) ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (Scopes) ตามมาตรฐานสากล

  • ขอบเขตที่ 1 (Scope 1): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct Emissions) เป็นการปล่อยที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง
    • ตัวอย่าง:
      • การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักร หม้อไอน้ำ หรือเตาเผาขององค์กร
      • การใช้เชื้อเพลิงในยานพาหนะที่เป็นขององค์กร (เช่น รถยนต์บริษัท รถโฟล์คลิฟท์)
      • การรั่วไหลของสารทำความเย็นจากเครื่องปรับอากาศหรือระบบทำความเย็น
      • การปล่อยก๊าซจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียภายในพื้นที่ขององค์กร
      • การใช้ปุ๋ยเคมีในพื้นที่ขององค์กร
      • การปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกโดยตรงของชีวมวล (ดินและป่าไม้)
  • ขอบเขตที่ 2 (Scope 2): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions from Energy) เป็นการปล่อยที่เกิดจากการผลิตพลังงานที่องค์กรซื้อมาจากภายนอกเพื่อใช้งาน
    • ตัวอย่าง:
      • การใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาจากการไฟฟ้า
      • การใช้ความร้อนหรือไอน้ำที่ซื้อมาจากผู้ผลิตภายนอก

 

  • ขอบเขตที่ 3 (Scope 3): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เป็นการปล่อยที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ขององค์กร ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรง แต่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน Scope 3 มักเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดและท้าทายที่สุดสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ การประเมิน Scope 3 อย่างครอบคลุมคือสิ่งที่แยกองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนออกจากผู้ตาม เพราะมันสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อทั้งห่วงโซ่คุณค่าอย่างแท้จริง
ประเภทกิจกรรมใน Scope 3 (ตัวอย่าง) ทิศทางในห่วงโซ่คุณค่า คำอธิบาย
การจัดซื้อวัตถุดิบและบริการ (Purchased Goods & Services) ต้นน้ำ (Upstream) การปล่อยก๊าซฯ ที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของวัตถุดิบหรือบริการที่องค์กรจัดซื้อ
ของเสียจากการดำเนินงาน (Waste Generated) ต้นน้ำ (Upstream) การปล่อยก๊าซฯ จากการจัดการของเสียที่ส่งไปกำจัดภายนอก เช่น การฝังกลบ หรือการเผา
การขนส่งและกระจายสินค้า (Transportation & Distribution) ต้นน้ำและปลายน้ำ การขนส่งวัตถุดิบมายังองค์กร (ต้นน้ำ) และการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้า (ปลายน้ำ) โดยผู้ให้บริการภายนอก
การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel) ต้นน้ำ (Upstream) การเดินทางของพนักงานเพื่อติดต่อธุรกิจโดยใช้ยานพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร เช่น เครื่องบิน, รถแท็กซี่
การเดินทางของพนักงาน (Employee Commuting) ต้นน้ำ (Upstream) การปล่อยก๊าซฯ จากการเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านและที่ทำงานของพนักงาน

 

 

3.3 ขั้นตอนที่ 3: การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Inventory)

ความสำคัญ: ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและมักใช้เวลามากที่สุด เนื่องจากคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลที่รวบรวมได้จะส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของผลการประเมินทั้งหมด

แนวทางการดำเนินงาน:

  1. กำหนดคณะทำงาน: จัดตั้งทีมงานที่มีบทบาทชัดเจน ประกอบด้วย Team leader (ผู้บริหารระดับนโยบาย), ผู้จัดการข้อมูล, ผู้รับผิดชอบข้อมูล, ผู้เก็บข้อมูล, ผู้เขียนรายงาน และ ผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อให้การเก็บข้อมูลเป็นระบบและน่าเชื่อถือ
  2. กำหนดปีฐาน (Base Year): เลือกปีใดปีหนึ่งเป็นปีฐานเพื่อใช้เป็นจุดอ้างอิงในการเปรียบเทียบและติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
  3. วางระบบควบคุมคุณภาพข้อมูล (QA/QC): สร้างกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำไปใช้คำนวณ เช่น การตรวจสอบเอกสาร การสอบเทียบเครื่องมือวัด
  4. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล: เก็บข้อมูลเชิงปริมาณของกิจกรรมต่างๆ ตามแหล่งปล่อยในแต่ละ Scope ที่ระบุไว้ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (kWh), ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล (ลิตร), ปริมาณขยะ (กก.)
  5. ติดตามความน่าเชื่อถือของข้อมูล: ตรวจสอบความแม่นยำของอุปกรณ์และเครื่องมือวัดที่ใช้ในการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

 

3.4 ขั้นตอนที่ 4: การคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจก

หลักการคำนวณ: ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดจะถูกคำนวณและรวมให้อยู่ในหน่วยเดียวกันคือ "คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า" (CO2e) โดยใช้สูตรดังนี้:

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2e) = Σ [ข้อมูลกิจกรรม x ค่าแฟกเตอร์การปล่อยของก๊าซแต่ละชนิด x ค่า GWP ของก๊าซนั้นๆ]

การคำนวณจะทำแยกสำหรับก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด (เช่น CO₂, CH₄, N₂O) จากแต่ละกิจกรรม แล้วจึงรวมผลลัพธ์ทั้งหมดให้อยู่ในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) เดียวกัน

  • ข้อมูลกิจกรรม (Activity Data): คือข้อมูลเชิงปริมาณที่เก็บรวบรวมได้ในขั้นตอนที่ 3 เช่น ปริมาณการใช้เชื้อเพลิง (ลิตร), ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (kWh)
  • ค่าแฟกเตอร์การปล่อย (Emission Factor): คือค่าที่บ่งบอกปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาต่อหนึ่งหน่วยของกิจกรรม เช่น kgCO₂e/ลิตร หรือ kgCO₂e/kWh
  • ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP): คือค่าดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบความสามารถของก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)

วิธีการคำนวณ: สามารถทำได้ 3 รูปแบบ คือ การตรวจวัดโดยตรงจากแหล่งปล่อย, การคำนวณโดยใช้สูตรข้างต้น, หรือการใช้สองวิธีร่วมกัน

แหล่งข้อมูลสำคัญ:

  • ค่าแฟกเตอร์การปล่อย (Emission Factor): สามารถอ้างอิงข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO
  • ค่า GWP: แนะนำให้ใช้ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในรอบ 100 ปี (GWP 100-year) ล่าสุดจากรายงาน IPCC Sixth Assessment Report (AR6) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ GHG Protocol แนะนำ

 

3.5 ขั้นตอนที่ 5: การรายงานผล (Reporting)

วัตถุประสงค์: เพื่อสื่อสารข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และใช้เป็นข้อมูลฐานในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างรายงานที่ดีต้องสะท้อนหลักการเรื่องความโปร่งใส (Transparency) ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของข้อมูลได้

โครงสร้างรายงานที่ควรมี:

  • บทนำ: ระบุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงาน
  • ข้อมูลทั่วไปขององค์กร: ชื่อ, ที่อยู่, ลักษณะธุรกิจ และผู้รับผิดชอบ
  • ขอบเขตองค์กรและขอบเขตการดำเนินงาน: อธิบายขอบเขตและแนวทางการประเมินที่เลือกใช้
  • สรุปปริมาณก๊าซเรือนกระจก: แสดงผลรวมในหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) โดยจำแนกตามชนิดของก๊าซ และตามขอบเขต (Scope 1, 2, 3)
  • ปีฐานและวิธีการติดตามผล: ระบุปีฐานที่ใช้อ้างอิงและแนวทางการติดตามผลในอนาคต
  • การจัดการคุณภาพข้อมูลและความไม่แน่นอน: อธิบายกระบวนการ QA/QC และการจัดการกับความไม่แน่นอนของข้อมูล
  • ภาคผนวก: แนบเอกสารอ้างอิงต่างๆ เช่น แหล่งที่มาของค่า Emission Factor

 

3.6 ขั้นตอนที่ 6: การทวนสอบ (Verification)

เป้าหมายและความสำคัญ: การทวนสอบเป็นกระบวนการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (Third Party) ที่เป็นอิสระ เพื่อให้การรับรองว่าผลการคำนวณและการรายงานขององค์กรมีความถูกต้อง สอดคล้องตามหลักการทั้ง 5 ประการ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

กระบวนการทวนสอบโดยสังเขป:

  1. การวางแผนและคัดเลือกผู้ทวนสอบ: องค์กรทำการเลือกผู้ทวนสอบที่มีคุณสมบัติเหมาะสม กำหนดระดับการรับรองที่ต้องการ (เช่น แบบเหมาะสม (Reasonable) ซึ่งมีความเข้มข้นสูง หรือ แบบจำกัด (Limited)) และร่วมกันวางแผนการทวนสอบ
  2. กระบวนการทวนสอบ: ผู้ทวนสอบจะดำเนินการทวนสอบตามแผนกลยุทธ์การสุ่มตัวอย่าง (Sampling Strategy) เพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูล ณ แหล่งกำเนิด รวมถึงตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และความถูกต้องของผลการคำนวณตามแผนที่วางไว้
  3. การออกรายงานผลการทวนสอบ: เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น ผู้ทวนสอบจะจัดทำรายงานสรุปผลการทวนสอบ และออกเอกสารยืนยัน (Verification Statement) เพื่อรับรองผลการประเมินขององค์กร

 

3.7 ขั้นตอนที่ 7: การรับรอง (Certification)

การขอการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ในประเทศไทย ดำเนินการผ่าน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) โดยเมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว ให้ยื่นเรื่องขอรับรองกับ TGO

  • ยื่นเอกสารออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์ของ TGO (ระบบ Thaicarbonlabel)
  • เอกสารที่ใช้: ใบสมัคร, รายงาน GHG Report, Verification Statement จากผู้ทวนสอบ, ไฟล์นำเสนอ (.ppt)
  • พิจารณา: คณะอนุกรรมการของ TGO จะประชุมพิจารณา (ปกติใช้เวลา 1-2 เดือน)
  • รับรอง: เมื่อผ่านแล้ว จะได้รับประกาศนียบัตร และสามารถนำเครื่องหมาย CFO ไปใช้ประชาสัมพันธ์ได้

ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม

  • ค่าใช้จ่าย: ค่าจ้างผู้ทวนสอบ: ประมาณ 30,000 - 100,000++ บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและความซับซ้อน) จ่ายให้บริษัทผู้ทวนสอบ
  • ค่าธรรมเนียม TGO: ปัจจุบันไม่มีค่าธรรมเนียมในการยื่นขอขึ้นทะเบียน CFO (ฟรี)
  • อายุใบรับรอง: มีอายุ 1 ปี (ต้องทำข้อมูลและยื่นขอใหม่ทุกปี เพื่อดูพัฒนาการ)

 

ประโยชน์:

  • ใช้ยื่นประกอบรายงาน 56-1 One Report (สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์)
  • เตรียมความพร้อมรับมือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือ CBAM ในอนาคต
  • สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ESG)

 

กระบวนการทั้ง 7 ขั้นตอนนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างเป็นระบบและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่การบริหารจัดการด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์

 

  1. บทสรุป: จากการประเมินสู่การปฏิบัติและการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์

กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ที่ได้นำเสนอมาทั้งหมดนี้ คือแนวทางปฏิบัติที่เป็นระบบซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความถูกต้อง ความโปร่งใส และความสอดคล้องตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ การคำนวณ CFO ไม่ได้จบลงที่การได้มาซึ่งตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่สำคัญกว่านั้น

ในโลกธุรกิจที่ปัจจัยด้าน ESG กำลังจะถูกผูกเข้ากับต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันโดยตรง การมีข้อมูลคาร์บอน    ฟุตพริ้นท์ที่น่าเชื่อถือเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทางที่ชัดเจน ข้อมูลนี้จะเป็นฐานในการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงตลาดส่งออกที่เข้มงวดอย่างสหภาพยุโรป ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ดังนั้น องค์กรควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าการประเมิน CFO เป็นเพียงภาระหรือต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปสู่การมองว่านี่คือการลงทุนที่จำเป็นเพื่อสร้างความยั่งยืนและความได้เปรียบในระยะยาว ในท้ายที่สุด การลงทุนในกระบวนการ CFO วันนี้ คือการซื้อ 'ใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ' (License to Operate) สำหรับเศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้ ซึ่งความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นแกนหลักของความสามารถในการแข่งขัน

 

3 Reviews

1
1
1

Write a Review

https://i0.wp.com/ienergyguru.com/wp-content/uploads/2026/01/CFO_1.jpg?fit=1430%2C798&ssl=1 798 1430 Book https://ienergyguru.com/wp-content/uploads/2015/07/logo-.png Book2026-01-30 10:00:532026-02-22 09:23:16กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐานสากล
You might also like
น้ำจะท่วมโลกจริงหรือ…….. ?
เจาะลึกแผนประเทศไทยสู่ Net Zero: เป้าหมาย กลยุทธ์ และผลกระทบที่ต้องรู้ เจาะลึกแผนประเทศไทยสู่ Net Zero: เป้าหมาย กลยุทธ์ และผลกระทบที่ต้องรู้
CO2Rail สร้างระบบดักจับคาร์บอนโดยตรงจากอากาศ สำหรับระบบการขนส่งทางราง เพื่อมุ่งสู่ NetZero
ISO 50001 เครื่องมือการจัดการสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
ไทย-เยอรมนี ขับเคลื่อนกลไกการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดปัญหาโลกร้อน
โรงงานดักจับคาร์บอนจากอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไอซ์แลนด์
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Follow us on Facebook

Newsletter

Subscribe Newsletter อัพเดทข่าวสาร สิทธิพิเศษเพื่อคุณ

Subscribe Now

Latest News & Articles

  • กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐานสากลมกราคม 30, 2026 - 10:00 am
  • CFO คือก้าวแรกสู่ Net Zero “ทำความรู้จักคาร์บอนฟุตพริ้นท์: รอยเท้าเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อโลก”มกราคม 27, 2026 - 11:00 am
  • ไม่ใช่แค่ผ้าขนหนู! 6 เรื่องจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “โรงแรมสีเขียว” มาตรฐานไทยธันวาคม 23, 2025 - 9:35 am
  • เทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนสำหรับหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงไม้สับ
    เทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนสำหรับหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงไม้สับธันวาคม 19, 2025 - 12:25 pm

Free Training Zone

  • โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) กลุ่มภาคตะวันออกตอนล่างพฤษภาคม 15, 2020 - 1:55 pm
  • เชิญร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล ISO 50001”กรกฎาคม 24, 2018 - 9:26 pm
  • โครงการส่งเสริมระบบการจัดการพลังงานในระดับสากล (ISO 50001)พฤษภาคม 15, 2017 - 10:24 am
  • Contact
  • นโยบายคุกกี้
  • นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล
© Copyright 2015 - iEnergyGuru
  • Link to Facebook
  • Link to X
  • Link to Youtube
  • Link to Behance
Scroll to top Scroll to top Scroll to top
เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้(cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคล นำเสนอประสบการณ์ในการใช้เว็บไซต์ที่ดีที่สุดและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ท่าน การใช้งานเว็บไซต์นี้ถือเป็นการยินยอมให้เราจัดเก็บและใช้คุกกี้ของท่าน ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายคุกกี้ของเราได้
นโยบายคุกกี้ | นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าคุกกี้ยอมรับ
Manage consent

Privacy Overview

This website uses cookies to improve your experience while you navigate through the website. Out of these, the cookies that are categorized as necessary are stored on your browser as they are essential for the working of basic functionalities of the website. We also use third-party cookies that help us analyze and understand how you use this website. These cookies will be stored in your browser only with your consent. You also have the option to opt-out of these cookies. But opting out of some of these cookies may affect your browsing experience.
Necessary
Always Enabled
Necessary cookies are absolutely essential for the website to function properly. These cookies ensure basic functionalities and security features of the website, anonymously.
CookieDurationDescription
cookielawinfo-checkbox-analytics11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Analytics".
cookielawinfo-checkbox-functional11 monthsThe cookie is set by GDPR cookie consent to record the user consent for the cookies in the category "Functional".
cookielawinfo-checkbox-necessary11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookies is used to store the user consent for the cookies in the category "Necessary".
cookielawinfo-checkbox-others11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Other.
cookielawinfo-checkbox-performance11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Performance".
viewed_cookie_policy11 monthsThe cookie is set by the GDPR Cookie Consent plugin and is used to store whether or not user has consented to the use of cookies. It does not store any personal data.
Functional
Functional cookies help to perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collect feedbacks, and other third-party features.
Performance
Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.
Analytics
Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.
Advertisement
Advertisement cookies are used to provide visitors with relevant ads and marketing campaigns. These cookies track visitors across websites and collect information to provide customized ads.
Others
Other uncategorized cookies are those that are being analyzed and have not been classified into a category as yet.
SAVE & ACCEPT