• Link to Facebook
  • Link to X
  • Link to Youtube
  • Link to Behance
  • Contact
  • Ad-information
iEnergyGuru
  • Home
  • iNews
    • ข่าวเทคโนโลยีพลังงาน
    • ข่าวพลังงานทดแทน
    • ข่าวอนุรักษ์พลังงาน
    • ข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
    • ข่าวนวัตกรรมและเทคโนโลยี
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • iKnow
    • ข้อมูลพลังงาน
      • อัตราค่าไฟฟ้า : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
      • อัตราค่าไฟฟ้า : การไฟฟ้านครหลวง
      • อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)
    • A Global Map
    • Energy Infographics
    • วันสำคัญ
    • สารานุกรมศัพท์พลังงาน
    • บุคคลสำคัญด้านเทคโนโลยี
    • เอกสารเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
    • กฏหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
  • iContent
    • Renewable Energy
      • ชีวมวลและพลังงานชีวภาพ (Biomass and Bioenergy)
      • พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)
      • พลังงานน้ำ (Hydro Power)
      • พลังงานมหาสมุทร (Ocean Energy)
      • พลังงานลม (Wind Energy)
      • พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
      • เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)
    • Fossil Energy
      • ปิโตรเลียม
      • ก๊าซธรรมชาติ
      • ถ่านหิน
    • Emerging & Alternative Energy
      • พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy)
      • Fusion Energy & Nuclear Technology
      • พลังงานจากของเสีย (Waste-to-Energy)
      • กระบวนการเลียนแบบการสังเคราะห์แสง (Artificial Photosynthesis)
    • Energy Conservation
      • พลังงานไฟฟ้า
        • Air compressor
        • Refrigeration & Air Condition
        • Motor
        • Lighting
        • Electric Power System
        • Pump & Fan
        • Heater
      • พลังงานความร้อน
        • Thermal Theory
        • Boiler
        • Furnace
        • Dryer & Oven
        • Condenser & Evaporator
      • เทคโนโลยีเชิงลึก
      • วัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน
      • เครื่องมือวัดด้านพลังงาน
    • Industrial Management & Standard
      • ISO 50001
        • ความต้องการของมาตรฐาน ISO 50001
        • ขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 50001
        • การตรวจสอบรับรอง ISO 50001
        • กรณีศึกษา ISO 50001
      • การจัดการพลังงานตามกฎหมาย
        • กฎหมายด้านพลังงาน
      • การจัดการอุตสาหกรรม
  • iChannel
    • ISO 50001
    • Energy Management Systems
    • Energy Conservation Video
    • Renewable Energy Video
    • The Earth Awareness
    • iEnergyGuru
  • Click to open the search input field Click to open the search input field Search
  • Menu Menu

Cycles in Thermodynamics (วัฏจักรต่าง ๆ ในเทอร์โมไดนามิกส์)

Facebook67Tweet0

วัฏจักรต่าง ๆ ในเทอร์โมไดนามิกส์ (Cycles in Thermodynamics) ในบทความนี้จะกล่าวถึงวัฏจักรที่ใช้หลักการเทอร์โมไดนามิกส์ในการออกแบบ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลัก ๆ 3 วัฏจักร ได้แก่ วัฏจักรแก๊ส, วัฏจักรไอน้ำ, วัฏจักรทำความเย็นและวัฏจักรปั๊มความร้อน

วัฏจักรแก๊ส (GAS CYCLE)

วัฏจักรออตโต้ (OTTO CYCLE)

เครื่องยนต์แก๊สโซลีน หรือเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้การจุดระเบิดของหัวเทียนในการติดเครื่อง (Spark ignition engine) จะมีวัฏจักรเป็นไปตามทฤษฎีซที่เรียกว่า “วัฏจักรออตโต้ (Otto cycle)” หรือเรียกว่า  “วัฏจักรปริมาตรคงที่”  ซึ่งประกอบไปด้วยกระบวนการแอเดียแบติก (กระบวนการที่ไม่มีการถ่ายเทความร้อนระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม) 2 กระบวนการ และการเปลี่ยนแปลงแบบปริมาตรคงที่อีก 2 กระบวนการ

- จากการเปลี่ยนแปลงแบบแอเดียแบติก ของผสมของอากาศกับเชื้อเพลิงจะถูกดูดเข้าไปที่กระบอกสูบ (กระบวนการที่ 4–1 )

- เมื่ออากาศและเชื้อเพลิงถูกดูดเข้ากระบอกสูบตามปริมาตรที่ต้องการแล้วจะถูกอัดตัวทำให้ปริมาตรลดลงและความดันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (กระบวนการที่ 1-2 )

- จากนั้นจะจุดระเบิดในระยะเวลาสั้น ๆ ชั่วพริบตา เนื่องจากการเผาไหม้ดำเนินไปในระยะเวลาสั้นจึงสามารถพิจารณาให้เป็นการให้ความร้อนแบบปริมาตรคงที่ (กระบวนการที่ 2–3 )
- ณ สภาวะที่ 3 แก๊สเผาไหม้ที่ได้รับการเพิ่มความร้อนนี้จะมีอุณหภูมิและความดันสูงขึ้นก็จะเกิดการขยายตัวแบบแอเดียแบติกทำให้เกิดงาน (Work out) ไปดันกระสูบจนกระทั่งมาถึงสภาวะที่ 4 (กระบวนการที่ 3–4)

จากนั้นลิ้นไอเสีย (Exhaust valve) ก็จะเปิดเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อปล่อยไอเสีย (ความร้อน) ออกมา

กราฟ P-V ของวัฏจักร ออตโต้

กราฟ T-S ของวัฏจักร ออตโต้

จากกราฟ T-s จะสังเกตว่า กระบวนการ 1 ไป 2 และกระบวนการ 3 ไป 4 นั้นเป็นกระบวนการแบบไอเซนโทรปิก (Isentropic process, คือ กระบวนการที่ผันกลับได้และไม่มีการถ่ายเทความร้อนระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม ค่าการเปลี่ยนแปลงของเอนโทรปี (s) = 0 ) ปริมาตร (V) ในกระบวนการที่ 2 เท่ากับ 4 และกระบวนการที่ 1 เท่ากับ 3 ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฎจักรออตโต้สามารถหาได้จากสมการนี้

โดยที่ r = Vmax/Vmin = V1/V2  ซึ่ง V1/V2 จะเรียกว่า “อัตราส่วนการอัด (Compression ratio)” Vs = V1- V2 จะเรียกว่า “ปริมาตรช่วงชัก” (Displacement volume) หรือ “ปริมาตรสโตรก (Stroke volume)” และ V2 จะเรียกว่า “ปริมาตรช่องว่าง (Gap volume) หรือ Clearance volume ส่วนค่า k= สัดส่วนความร้อนจำเพาะของก๊าซ (cp/cv) โดยทั่วไปจะใช้ค่า  k ของอากาศในการคำนวณเท่ากับ 1.4

จากสมการนี้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรออตโต้จะถูกกำหนดให้ขึ้นกับค่าอัตราส่วนของความร้อนจำเพาะ k ของแก๊สกับค่าอัตราส่วนการอัด e เท่านั้น ยิ่งอัตราส่วนการอัดและค่าอัตราส่วนความร้อนจำเพาะมีค่ามากเท่าไร ก็จะทำให้ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีสูงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าอัตราส่วนการอัดสูงมากเกินไปจะทำให้เกิดการเผาไหม้แบบไม่ปกติเกิดขึ้น กำลังที่ออกมาจะลดลง โดยทั่วไปอัตราส่วนการอัดจะอยู่ที่ประมาณ 8-12 ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฎจักรนี้ในสภาวะใช้งานจริงจะอยู่ในช่วง 25 – 30 %

วัฏจักรดีเซล (DIESEL CYCLE)

วัฏจักรนี้เป็นวัฏจักรที่คล้ายคลึงกับวัฏจักรออตโต้ โดยทำการเปลี่ยนกระบวนการเพิ่มความร้อนแบบปริมาตรคงที่ (Volume Constance) เป็นการเพิ่มความร้อนแบบความดันคงที่ (Pressure Constance)  เข้าไปแทน วัฏจักรนี้เป็นวัฏจักรทางทฤษฎีของเครื่องยนต์ดีเซลความเร็วรอบต่ำ กล่าวคือ

- อากาศจะถูกดูดเข้าไปที่กระบอกสูบ โดยการอัดตัวแบบ แอเดียแบติก ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงขึ้นประมาณ 6000C (กระบวนการที่ 1 ไป 2)

- เชื้อเพลิงก็จะถูกฉีดเข้าไปเพื่อทำให้เกิดการเผาไหม้ การอัดแล้วเชื้อเพลิงจะค่อย ๆ ถูกฉีดพ่นเข้าไปอย่างช้า ๆ ดังนั้นกระบวนการให้ความร้อนนี้สามารถพิจารณาเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใต้ความดันคงที่ได้จนกระทั้งถึงสภาวะที่ 3 ก็จะหยุดการจ่ายเชื้อเพลิง (กระบวนการที่ 2 ไป 3)

- การเผาไหม้ที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการขยายตัวแบบแอเดียแบติกขึ้นจากสภาวะที่ 3 ไปยังสภาวะที่ 4 ในวัฏจักรนี้ค่าอัตราส่วนการอัด กับค่าอัตราส่วนการขยายจะไม่เท่ากัน (กระบวนการที่ 3 ไป 4)

กราฟ P-V ของวัฏจักร ดีเซล

กราฟ T-S ของวัฏจักร ดีเซล

การคำนวณประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีจะใช้วิธีการคำนวณเหมือนกันกับกรณีของวัฏจักรออตโต้ ซึ่งจะได้สมการดังต่อไปนี้

ในสมการนี้ rc = V3/V2 ซึ่งจะเรียกว่า “อัตราส่วนการตัด (cut off ratio)” การเปลี่ยนแปลงปริมาตรก็จะเกิดจากกระบวนการเพิ่มความร้อนเข้าไป ประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีของวัฏจักรดีเซลจะเป็นฟังก์ชันของ อัตราส่วนการอัด (r) ค่าอัตราส่วนของความร้อนจำเพาะ (k) ค่าอัตราส่วนการตัด (rc) โดยที่ค่า r และ k ยิ่งมีค่ามากเท่าไร ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าค่า rc ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี กล่าวคือค่าอัตราส่วนการอัดมีค่ามาก ค่าอัตราส่วนที่ตัดออกมีค่าเข้าใกล้ 1 ก็จะทำให้ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงขึ้น ซึ่งถ้าค่าอัตราส่วนการตัดมีค่าใกล้เคียง 1 มาก ๆ (เกือบเท่ากับ 1) วัฏจักรดีเซลนี้จะเหมือนกันกับวัฏจักรออตโต้

วัฏจักรดีเซลนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับวัฏจักรออตโต้ที่ภายใต้อัตราส่วนการอัดที่เท่ากันแล้ว จะมีประสิทธิภาพเชิงความร้อนต่ำกว่า แต่เนื่องจากว่าในวัฏจักรดีเซลนั้นค่าอัตราส่วนการอัด มีค่าสูงกว่ากรณีของวัฏจักรออตโต้ ดังนั้นประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์จริง ๆ แล้วจะดีกว่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยทั่วไปประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์ดีเซลนี้จะอยู่ในช่วง 35 ถึง 40 %

วัฏจักรเบรตั้น (BRAYTON CYCLE)

วัฏจักรเบรตั้น หรือ อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วัฏจักรจูล”  วัฏจักรนี้จะประกอบไปด้วย กระบวนการความดันคงที่ 2 กระบวนการและ กระบวนการแบบแอเดียแบติก 2 กระบวนการ การให้ความร้อนและความร้อนที่ออกมาจะเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการความดันคงที่ในวัฏจักรนี้เนื่องจาก P2 = P3  และ P1 = P4 ดังนั้นค่าอัตราส่วนความดัน (pressure ratio, φ) หาได้จาก

กราฟ P-V ของวัฏจักร เบรตั้น

กราฟ T-S ของวัฏจักร เบรตั้น

ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีของวัฏจักรเบรตั้นสามารถหาได้ดังนี้

จากสมการนี้จะเห็นได้ว่าวัฏจักรเบรตั้นนั้นค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนจะขึ้นอยู่กับค่าอัตราส่วนความดัน  และค่านี้ถ้ายิ่งมีค่าสูงขึ้น ก็จะทำให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงขึ้นตามไปด้วย

วัฏจักรเบรตั้นนี้ถือวัฏวัจรที่ใช้ออกแบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส ( gas-turbine engine) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินและใช้ผลิตไฟฟ้าในโรงงานกังหันแก๊ส ( gas-turbine power plant)

วัฏจักรอีริคสัน (ERICSSON CYCLE)

วัฏจักรที่เรียกว่า “วัฏจักรอีริคสัน” จะคล้ายคลึงกับวัฏจักรเบรตั้นโดยการแทนที่กระบวนการอัดและขยายตัวภายใต้กระบวนการแอเดียแบติกในวัฏจักรเบรตั้นด้วยกระบวนการแบบอุณหภูมิคงที่ ถ้ากำหนดให้ อัตราส่วนอุณหภูมิ (τ) มีค่าเป็น

กราฟ P-V ของวัฏจักร อีริคสัน

กราฟ T-S ของวัฏจักร อีริคสัน

เนื่องจากในวัฏจักรนี้ค่า T1-T4 = T2-T3 ซึ่งจะทำให้ qin = qout ภายใต้กระบวนการความดันคงที่ นอกจากนี้ที่ตัว Regenerative ถ้าความร้อนที่ปล่อยออกมาสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการเพิ่มความร้อนและการคายความร้อนเกิดภายใต้กระบวนการอุณหภูมิคงที่แล้ว ประสิทธิภาพเชิงความร้อนจะสามารถหาได้จากสมการดังต่อไปนี้

จากสมการประสิทธิภาพเชิงความร้อนของอีริคสันจะเท่ากันกับประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรคาร์โนต์ กล่าวคือ เมื่อใช้ตัว Regenerative การคายความร้อนที่เกิดจากกระบวนการความดันคงที่ จะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด ประสิทธิภาพของวัฏจักรอีริคสันก็จะเท่ากับวัฏจักรคาร์โนต์ การทำงานจะขึ้นอยู่กับอัตราการแลกเปลี่ยนความร้อนของทั้งสองแหล่งความร้อนอุณหภูมิสูง และแหล่งความร้อนอุณหภูมิต่ำ จากแผนภาพ T-s พื้นที่ภายใต้เส้นโค้งเอียงจะมีขนาดที่เท่ากันแต่เนื่องจากในเครื่องอัด (Compressor) การอัดที่อุณหภูมิคงที่ หรือการขยายตัวที่ความดันคงที่ในเครื่องกังหันนั้นเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามวัฏจักรอีริคสันในความเป็นจริงแล้วจะไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้

วัฏจักรสเตอร์ลิง (STIRLING CYCLE)

วัฏจักรสเตอร์ลิงเป็นการแทนที่กระบวนการความดันคงที่ 2 กระบวนการในวัฏจักรอีริคสันซึ่งจะคล้ายกับในกรณีของวัฏจักรอีริคสัน ภายใต้กระบวนการปริมาตรคงที่ เนื่องจากปริมาณความร้อนที่เพิ่มเข้าไปและปริมาณความร้อนที่ปล่อยออกมาจะเท่ากัน ถ้าที่ตัว Regenerative สามารถนำความร้อนกลับมาใช้ได้ทั้งหมด การให้และรับความร้อนก็จะกลายเป็นกระบวนการอุณหภูมิคงที่ ซึ่งประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีของวัฏจักรนี้ก็จะเท่ากันกับประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรคาร์โนต์ ฉะนั้นประสิทธิภาพเชิงความร้อนจะสามารถหาได้จากสมการดังต่อไปนี้

กราฟ P-V ของวัฏจักร สเตอร์ลิง

กราฟ T-S ของวัฏจักร สเตอร์ลิง

วัฏจักรสเตอร์ลิงเป็นวัฏจักรที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุับนแต่ม่ค่อยนิยมถูกนำมาใช้งานมากนัก เนื่องจากมีปัญหาทางด้านเทคนิคอยู่ ในการใช้งานจริงของไหลทำงานที่ใช้กันในวัฏจักรนี้ได้แก่ อากาศ ฮีเลียม และไฮโดรเจน ในปัจจุบันจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar energy) หรือความร้อนทิ้ง (Waste Heat) เป็นแหล่งให้ความร้อน เครื่องสเตอร์ลิงนี้จัดว่าเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายนอก (External combustion engine) ชนิดหนึ่ง

วัฏจักรไอน้ำ (STEAM CYCLE)

วัฏจักรแรงคีน (RANKINE CYCLE)

วัฏจักรแรงคีน (Rankine cycle) หรือเรียกว่า วัฏจักรคลอสเซียส (Clausius cycle) เป็นวัฏจักรเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการออกแบบโรงจักรกำลังไอน้ำ (Steam power plant) หรือ Steam plant

ของไหลทำงานที่ใช้ในโรงจักรสร้างกำลังส่วนมากแล้วจะเป็นน้ำ ในระหว่างที่วัฏจักรดำเนินไปนั้นจะมีการระเหยและการควบแน่นของไอน้ำสลับกันไป ในกรณีที่ใช้แหล่งความร้อนอุณหภูมิต่ำ ก็อาจจะใช้ของไหลทำงานที่เป็นพวกสารอินทรีย์ (organic matter) ที่มีจุดเดือดต่ำ ๆ

โครงสร้างพื้นฐานของโรงจักรกำลังไอน้ำ จะประกอบไปด้วย หม้อไอน้ำ (Boiler) กังหันไอน้ำ (Steam turbine) เครื่องควบแน่น (Condenser)  และปั๊มน้ำ (Pump) กระบวนการของวัฏจักรแรงคีน เกิดขึ้นดังนี้

- ไอน้ำร้อนยิ่งยวดที่อุณหภูมิและที่ความดันสูงที่เกิดที่หม้อไอน้ำ ไปขยายตัวแบบแอเดียแบติกที่ย้อนกลับได้ที่กังหันไอน้ำทำให้เกิดงานขึ้น (กระบวนการที่ 3 ไป 4)

- ไอน้ำออกมาจากกังหันไอน้ำก็จะถูกทำให้เย็นตัวลง และควบแน่นกลายเป็นน้ำอิ่มตัว (กระบวนการที่ 4 ไป 1)

- น้ำอิ่มตัวนี้ก็จะถูกปั๊ม ทำให้เกิดการอัดตัวแบบแอเดียแบติกที่ย้อนกลับได้ กลายเป็นน้ำอัดตัวความดันสูงก่อนเข้าสู่หม้อไอน้ำ (กระบวนการที่ 1 ไป 2)

- การให้ความร้อนภายใต้ความดันคงที่ ก็จะกลายเป็นของเหลวอิ่มตัว ต่อจากนั้น ก็จะกลายเป็นไอน้ำอิ่มตัว และไอน้ำร้อนยิ่งยวดอีกครั้ง (กระบวนการที่ 2 ไป 3)

รูป วัฏจักรทางทฤษฏีและ กราฟ T-S ของ วัฏจักร แรงคีน

ประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีของวัฏจักรแรงคีน หาได้จากสมการดังต่อไปนี้

ในวัฏจักรแรงคีน งานของปั๊มน้ำนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับงานที่เกิดมาจากกังหันแล้วถือได้ว่าน้อยมาก ในเวลาคำนวณสามารถตัดงานที่ใส่เข้าปั๊มทิ้งไปได้ ดังนั้นประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีสามารถหาได้จากสมการ

โดยที่ h = เอนทาลปีของสภาวะนั้น ๆ จากสมการดังกล่าว จะเห็นว่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรแรงคีนนั้นสามารถคำนวณได้จากค่าเอนทัลปีจำเพาะที่ตรงทางเข้าและทางออกของวัฏจักร ที่ทางเข้าหม้อไอน้ำ จะพยายามทำให้ค่าเอนทัลปีจำเพาะ h3 ที่ตรงทางเข้าของกังหันไอน้ำมีค่ามากเข้าไว้ และพยายามทำให้ค่าเอนทัลปีจำเพาะ h4 ที่ตรงบริเวณทางออกของกังหัน หรือตรงบริเวณที่ทางเข้าของเครื่องควบแน่น ให้น้อยเท่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งก็จะพบว่าจะทำให้ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรมีค่าสูงขึ้นได้

โดยทั่วไปสภาวะตรงทางเข้ากังหันไอน้ำจะเรียกว่า “สภาวะเริ่มต้น” ส่วนความดัน P3 ณ สภาวะนี้จะเรียกว่า “ความดันเริ่มต้น” อุณหภูมิ T3 ก็จะเรียกว่า “อุณหภูมิเริ่มต้น” เพื่อที่จะทำให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรแรงคีนเพิ่มสูงขึ้น ควรจะทำให้ความดันและอุณหภูมิเริ่มต้นสูงๆ เอาไว้ก่อน และควรจะทำความดันที่เครื่องควบแน่น (Condenser) (ความดันที่จะทิ้งไป) ต่ำเข้าไว้จะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้นได้

วัฏจักรรีเจนเนอเรชั่น (REGENERATION CYCLE)

ในวัฏจักรแรงคีน เมื่อไอน้ำควบแน่นที่เครื่องควบแน่น (Condenser) จะมีปริมาณความร้อนเป็นจำนวนมากถูกทิ้งไปกับน้ำหล่อเย็น ซึ่งถ้าเราสามารถลดปริมาณความร้อนทิ้งนี้ให้มีค่าน้อยลงแล้วก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงขึ้นด้วย ดังนั้นปริมาณไอน้ำที่ขยายตัวที่กังหันและต้องถูกควบแน่นที่เครื่องควบแน่นนี้ ถ้าเรานำความร้อนจากไอน้ำที่กำลังขยายตัวนี้ไปอุ่น หรือเพิ่มอุณหภูมิให้กับน้ำที่เย็นกว่า ก่อนที่จะเข้าหม้อต้ม ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างน้ำต่างสภาวะ วัฏจักรที่ใช้ความร้อนเหล่านี้นำไปอุ่นน้ำก่อนเข้าหม้อต้มเรียกว่า วัฏจักรรีเจนเนอเรชั่น (Regeneration cycle)  ในระหว่างที่ไอน้ำกำลังขยายตัวเราพบว่า งานที่ได้รับจากกังหันจะมีค่าลดลง แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถลดปริมาณความร้อนทิ้งลงไปได้ และสามารถลดได้มากกว่าปริมาณงานที่ลดลงจากกังหันเสียอีก ดังนั้นในวัฏจักรรีเจเนอเรชั่นประสิทธิภาพเชิงความร้อนจะมีค่าสูงขึ้นกว่าวัฏจักรแรงคีนธรรมดา ในการที่จะคำนวณประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรรีเจนเนอเรชั่น ให้พิจารณาวัฏจักรรีเจนเนอเรชั่นของการดึงไอน้ำออกมาเป็น 2 จุด ที่จุด 6 จะมีการดึงไอน้ำร้อนยิ่งยวดออกมา (ความร้อน) และจะถูกส่งไปเพิ่มอุณหภูมิให้แก่อุปกรณ์เพิ่มความร้อนของน้ำที่มีความดันสูง

รูป วัฏจักรทางทฤษฏีและ กราฟ T-S ของ วัฏจักร รีเจนเนอเรชั่น แบบ 2 ชั้น

ในการที่จะคำนวณประสิทธิภาพเชิงความร้อนของวัฏจักรรีเจนเนอเรชั่น ให้พิจารณาวัฏจักรรีเจนเนอเรชั่นของการดึงไอน้ำออกมาเป็น 2 จุดดังนี้

- ที่จุด 6 จะมีการดึงไอน้ำร้อนยิ่งยวดออกมา (ความร้อน) และจะถูกส่งไปเพิ่มอุณหภูมิให้แก่อุปกรณ์เพิ่มความร้อนของน้ำที่มีความดันสูง (กระบวนการที่ 6 ไป 3) ไอน้ำก็จะควบแน่นเป็นน้ำและถูกส่งไปหม้อต้มไอน้ำต่อไป (กระบวนการที่ 3 ไป 4)

- ไอน้ำส่วนที่เหลืออยู่ภายหลังจากการถูกดึงออกไปใช้จุดที่ 6 จะขยายตัวที่กังหันช่วงที่เหลือ (กระบวนการที่ 5 ไป 7)

- หลังจากผ่านกังหันจะเข้าไปสู่เครื่องควบแน่นกลายเป็นน้ำอิ่มตัวที่จุดที่ 1 (กระบวนการที่ 7 ไป 1)

- น้ำอิ่มตัวจะถูกเพิ่มความดันทำให้กลายเป็นน้ำอัดตัวจุดที่ 2 โดยปั๊มน้ำ (กระบวนการที่ 1 ไป 2)

- น้ำอิ่มตัวจะถูกอัดเข้าไปเพิ่มอุณหภูมิที่ Feed heater เพื่อรับความร้อนได้น้ำอิ่มตัวที่จุด 3  (กระบวนการที่ 2 ไป 3) ก่อนถูกปั้มส่งเข้าไปยังหม้อไอน้ำ ต่อไป (กระบวนการที่ 3 ไป 4)

เมื่อกำหนดให้อัตราการไหลของไอน้ำก่อนเข้ากังหัน เท่ากับ 1 kg/hr และสัดส่วนไปน้ำที่ถูกดึงไปในจุดที่ 6 เท่ากับ y ประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีของวัฏจักรรีเจนเนอเรชั่นแบบ 2 ชั้น หาได้จากสมการดังต่อไปนี้

การดึงไอน้ำออกมานั้น ยิ่งดึงมากขึ้นก็ยิ่งจะทำให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนทางทฤษฎีสูงมากขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มค่า มากขึ้นจะทำให้อัตราส่วนการเพิ่มของประสิทธิภาพเชิงความร้อนเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยทั่วไปการดึงไอน้ำที่มากที่สุดจะดึงทั้งหมด 8 ครั้ง

วัฏจักรรีฮีท (RE-HEAT CYCLE)

ในวัฏจักรแรงคีนนั้นประสิทธิภาพเชิงความร้อนจะสูงขึ้นถ้าทำให้ความดันเริ่มต้นสูง แต่จะทำให้ไอน้ำที่ทางออกของกังหันเปียกมากขึ้นซึ่งถือเป็นข้อเสีย ดังนั้นเพื่อที่ไม่ทำให้คุณภาพไอน้ำที่ตรงทางออกของกังหันลดลงเราจึงนำไอน้ำที่ทางออกจากกังหันช่วงแรกส่งไปรับความร้อนที่เตาหม้อไอน้ำ และภายหลังจากที่ได้เพิ่มความร้อนซ้ำให้แล้ว ก็จะให้ไปขยายตัวที่กังหันต่อไป วัฏจักรแบบนี้จะเรียกว่า วัฏจักรรีฮีท (Re-heat cycle) วัฏจักรรีฮีทนอกจากจะทำให้ปริมาณความร้อนที่หม้อไอน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว งานที่ได้จากกังหันก็ยังจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนของทั้งระบบโดยรวมดีขึ้น

รูป วัฏจักรทางทฤษฏีและ กราฟ T-S ของ วัฏจักร รีฮีท

จากรูปแผนภาพ T-s ในกรณีของการทำรีฮีทครั้งเดียวที่กังหัน เมื่อไอน้ำขยายตัวจากสภาวะที่ 3 ไปสู่สภาวะที่ 4 นำไอน้ำที่ไหลออกไปเพิ่มความร้อนซ้ำอีกที่อุปกรณ์รีฮีทที่หม้อไอน้ำ หลังจากนั้นก็จะส่งกลับไปที่กังหัน เพื่อขยายตัวในช่วงต่อไป สภาวะที่ทางออกของกังหันจะเป็นสภาวะที่ 6

ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนเมื่อทำรีฮีทหนึ่งครั้งทางทฤษฎีสามารถคำนวณหาได้จากสมการดังต่อไปนี้

ถ้าทำให้จำนวนครั้งของการรีฮีทเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้ค่าประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงขึ้นด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเนื่องมาจากจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น พบว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มตามมาด้วย ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วจะรีฮีทประมาณ 1 – 2 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพอาจจะลดลงได้ถ้าความดันของการรีฮีทมีค่าต่ำ ดังนั้นในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพจำเป็นที่จะต้องเลือกความดันที่ใช้ในการทำรีฮีทด้วย ความดันขั้นต่ำของการทำรีฮีทที่ทำให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงขึ้นจะอยู่ทีประมาณ 15-30% ของความดันเริ่มต้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ค่านี้เป็นมาตรฐานกันโดยทั่วไป

วัฏจักรทำความเย็นกับวัฏจักรปั๊มความร้อน (REFRIGERATING CYCLE AND HEAT PUMP CYCLE)

จากกฏข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์นั้นการที่ระบบรับงานจากภายนอกมาเพื่อใช้ในการเคลื่อนถ่ายเทความร้อนที่อุณหภูมิต่ำไปอุณหภูมิสูง จะเรียกว่า วัฏจักรทำความเย็น หรือ วัฏจักรปั๊มความร้อน (Refrigerating cycle and heat pump cycle) วัฏจักรของเครื่องทำความเย็นกับวัฏจักรของปั๊มความร้อนนั้นจะคล้ายคลึงกับวัฏจักรแรงคีน เพียงจะแตกต่างกันที่ทิศทางเท่านั้น ดังนั้นในบางครั้งจึงอาจจะเรียกวัฏจักรนี้ว่า “วัฏจักรแรงคีน ย้อนกลับได้ (Reversible rankine cycle)” ในวัฏจักรของเครื่องทำความเย็นและปั๊มความร้อนนั้นต้องการ Compression stroke ซึ่งจะแยกออกเป็น 2 ระบบได้แก่ การอัดโดยเครื่องอัด (Compressor) ซึ่งเรียกว่า วัฏจักรทำความเย็นอัดไอ (Vapor compression refrigerating cycle) กับวัฏจักรแบบดูดซึม (Absorption refrigerant cycle) ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ใช้การเปลี่ยนแปลงของความดันไออันเนื่องมาจากความเข้มข้นกับอุณหภูมิของสารละลาย ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะวัฏจักรทำความเย็นแบบอัดไอเท่านั้น

วัฏจักรทำความเย็นแบบอัดไอ (VAPOR COMPRESSION REFRIGERATING CYCLE)

โครงสร้างของวัฏจักรทำความเย็นแบบอัดไอมีทั้งหมด 4 อุปกรณ์หลักได้แก่ เครื่องระเหย (Evaporator) เครื่องอัดไอ (Compressor) เครื่องควบแน่น (Condenser) และ วาวล์ขยายตัว (Throttling) หลักการทำงานของวัฏจักรนี้มีดังต่อไปนี้

- ที่เครื่องระเหย (Evaporator) ไอของสารทำความเย็น (Refrigerant) จะถูกอัดโดยกระบวนการแอเดียแบติกกลายเป็นไอร้อนยิ่งยวดที่มีอุณหภูมิและความดันสูง (กระบวนการที่ 1 ไป 2)

- ไอสารทำความเย็นที่ความดันสูงไปถ่ายเทความร้อนที่เครื่องควบแน่น (Condenser) โดยกระบวนการความดันคงที่ แล้วกลายเป็นของเหลว (กระบวนการที่ 2 ไป 3)

- สารทำความเย็นในสถานะของเหลวจะเข้าไปสู่วาวล์ขยายตัว (Expansion valve) ที่วาวล์ขยายตัวจะเกิดการขยายตัวแบบทรอตลิ้ง (การขยายตัวแบบลดความดัน Throttling) กลายเป็นของผสมอิ่มตัวนี้ก็จะเข้าสู่เครื่องระเหย (กระบวนการที่ 3 ไป 4)

- ของเหลวในของผสมอิ่มอิ่มตัวนี้จะดูดความร้อนและขยายตัวแบบความดันคงที่ จากนั้นก็จะกลายเป็นไออิ่มตัวอีกครั้งในเครื่องระเหย (กระบวนการที่ 4 ไป 1)

รูป วัฏจักรทางทฤษฏีและ กราฟ T-S ของ วัฏจักรทำความเย็นแบบอัดไอ

ปริมาณความร้อนที่ถ่ายเทที่เครื่องระเหย (evaporator) ต่อ 1 kg ของสารทำความเย็น (Q evap) จะเรียกว่า โหลดของการทำความเย็น (refrigerating effect) สัมประสิทธิการทำงานของเครื่องทำความเย็น (หรือเรียกว่า “Coefficient of Performance [COP]”) สามารถแสดงเป็นสมการได้ว่า

โดยที่ Qevep คือ ความร้อนที่ถ่ายเทเข้าเครื่องระเหย และ Wcom คือ งานของเครื่องอัดไอ

ในกรณีของปั๊มความร้อน (heat pump) ปริมาณความร้อนที่คายออกมาที่เครื่องควบแน่น กล่าวคือ Qcon จะเป็นค่าที่สำคัญ โดยสัมประสิทธิการทำงานของปั๊มความร้อน COP  สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

 

อ้างอิง

 

Yunus A. Cengel, M. A. (2005). In Thermodynamics: An Engineering Approach. McGraw-Hill Science/Engineering/Math.

สำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน. (2004). ความร้อนเบื้องต้น. Retrieved from DEDE: http://www2.dede.go.th/bhrd/old/file_handbook.html

ienergyguru.com

3 Reviews

5
5
3

Write a Review

https://i0.wp.com/ienergyguru.com/wp-content/uploads/2015/09/b60d3583245946ba747088ddde79d7be-copy.jpg?fit=1270%2C1270&ssl=1 1270 1270 s.yanwaree https://ienergyguru.com/wp-content/uploads/2015/07/logo-.png s.yanwaree2015-09-21 15:11:012023-01-05 12:22:33Cycles in Thermodynamics (วัฏจักรต่าง ๆ ในเทอร์โมไดนามิกส์)
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Follow us on Facebook

Newsletter

Subscribe Newsletter อัพเดทข่าวสาร สิทธิพิเศษเพื่อคุณ

Subscribe Now

Latest News & Articles

  • กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐานสากลมกราคม 30, 2026 - 10:00 am
  • CFO คือก้าวแรกสู่ Net Zero “ทำความรู้จักคาร์บอนฟุตพริ้นท์: รอยเท้าเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อโลก”มกราคม 27, 2026 - 11:00 am
  • ไม่ใช่แค่ผ้าขนหนู! 6 เรื่องจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “โรงแรมสีเขียว” มาตรฐานไทยธันวาคม 23, 2025 - 9:35 am
  • เทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนสำหรับหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงไม้สับ
    เทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนสำหรับหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงไม้สับธันวาคม 19, 2025 - 12:25 pm

Free Training Zone

  • โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) กลุ่มภาคตะวันออกตอนล่างพฤษภาคม 15, 2020 - 1:55 pm
  • เชิญร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล ISO 50001”กรกฎาคม 24, 2018 - 9:26 pm
  • โครงการส่งเสริมระบบการจัดการพลังงานในระดับสากล (ISO 50001)พฤษภาคม 15, 2017 - 10:24 am
  • Contact
  • นโยบายคุกกี้
  • นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล
© Copyright 2015 - iEnergyGuru
  • Link to Facebook
  • Link to X
  • Link to Youtube
  • Link to Behance
Scroll to top Scroll to top Scroll to top
เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้(cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคล นำเสนอประสบการณ์ในการใช้เว็บไซต์ที่ดีที่สุดและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ท่าน การใช้งานเว็บไซต์นี้ถือเป็นการยินยอมให้เราจัดเก็บและใช้คุกกี้ของท่าน ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายคุกกี้ของเราได้
นโยบายคุกกี้ | นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าคุกกี้ยอมรับ
Manage consent

Privacy Overview

This website uses cookies to improve your experience while you navigate through the website. Out of these, the cookies that are categorized as necessary are stored on your browser as they are essential for the working of basic functionalities of the website. We also use third-party cookies that help us analyze and understand how you use this website. These cookies will be stored in your browser only with your consent. You also have the option to opt-out of these cookies. But opting out of some of these cookies may affect your browsing experience.
Necessary
Always Enabled
Necessary cookies are absolutely essential for the website to function properly. These cookies ensure basic functionalities and security features of the website, anonymously.
CookieDurationDescription
cookielawinfo-checkbox-analytics11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Analytics".
cookielawinfo-checkbox-functional11 monthsThe cookie is set by GDPR cookie consent to record the user consent for the cookies in the category "Functional".
cookielawinfo-checkbox-necessary11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookies is used to store the user consent for the cookies in the category "Necessary".
cookielawinfo-checkbox-others11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Other.
cookielawinfo-checkbox-performance11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Performance".
viewed_cookie_policy11 monthsThe cookie is set by the GDPR Cookie Consent plugin and is used to store whether or not user has consented to the use of cookies. It does not store any personal data.
Functional
Functional cookies help to perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collect feedbacks, and other third-party features.
Performance
Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.
Analytics
Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.
Advertisement
Advertisement cookies are used to provide visitors with relevant ads and marketing campaigns. These cookies track visitors across websites and collect information to provide customized ads.
Others
Other uncategorized cookies are those that are being analyzed and have not been classified into a category as yet.
SAVE & ACCEPT