• Link to Facebook
  • Link to X
  • Link to Youtube
  • Link to Behance
  • Contact
  • Ad-information
iEnergyGuru
  • Home
  • iNews
    • ข่าวเทคโนโลยีพลังงาน
    • ข่าวพลังงานทดแทน
    • ข่าวอนุรักษ์พลังงาน
    • ข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
    • ข่าวนวัตกรรมและเทคโนโลยี
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • iKnow
    • ข้อมูลพลังงาน
      • อัตราค่าไฟฟ้า : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
      • อัตราค่าไฟฟ้า : การไฟฟ้านครหลวง
      • อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)
    • A Global Map
    • Energy Infographics
    • วันสำคัญ
    • สารานุกรมศัพท์พลังงาน
    • บุคคลสำคัญด้านเทคโนโลยี
    • เอกสารเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
    • กฏหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
  • iContent
    • Renewable Energy
      • ชีวมวลและพลังงานชีวภาพ (Biomass and Bioenergy)
      • พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)
      • พลังงานน้ำ (Hydro Power)
      • พลังงานมหาสมุทร (Ocean Energy)
      • พลังงานลม (Wind Energy)
      • พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy)
      • เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)
    • Fossil Energy
      • ปิโตรเลียม
      • ก๊าซธรรมชาติ
      • ถ่านหิน
    • Emerging & Alternative Energy
      • พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy)
      • Fusion Energy & Nuclear Technology
      • พลังงานจากของเสีย (Waste-to-Energy)
      • กระบวนการเลียนแบบการสังเคราะห์แสง (Artificial Photosynthesis)
    • Energy Conservation
      • พลังงานไฟฟ้า
        • Air compressor
        • Refrigeration & Air Condition
        • Motor
        • Lighting
        • Electric Power System
        • Pump & Fan
        • Heater
      • พลังงานความร้อน
        • Thermal Theory
        • Boiler
        • Furnace
        • Dryer & Oven
        • Condenser & Evaporator
      • เทคโนโลยีเชิงลึก
      • วัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน
      • เครื่องมือวัดด้านพลังงาน
    • Industrial Management & Standard
      • ISO 50001
        • ความต้องการของมาตรฐาน ISO 50001
        • ขั้นตอนการดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 50001
        • การตรวจสอบรับรอง ISO 50001
        • กรณีศึกษา ISO 50001
      • การจัดการพลังงานตามกฎหมาย
        • กฎหมายด้านพลังงาน
      • การจัดการอุตสาหกรรม
  • iChannel
    • ISO 50001
    • Energy Management Systems
    • Energy Conservation Video
    • Renewable Energy Video
    • The Earth Awareness
    • iEnergyGuru
  • Click to open the search input field Click to open the search input field Search
  • Menu Menu

Energy Conservation of Lift : ระบบลิฟต์และการอนุรักษ์พลังงาน

Facebook14Tweet0

Energy Conservation of Lift :

ระบบลิฟต์และการอนุรักษ์พลังงาน

1. หลักการทำงานและการใช้พลังงานของลิฟต์

1.1 หลักการทำงานของลิฟต์

การเคลื่อนที่ของลิฟต์ใช้หลักการของรอกกว้านและน้ำหนักถ่วงเพื่อลดการใช้พลังงานในการขับเคลื่อนลิฟต์ โดยปลายเชือกรอกกว้านด้านหนึ่งของลิฟต์จะยึดติดกับตัวลิฟต์ ในขณะที่ปลายเชือกรอกกว้านอีกด้านหนึ่งจะผูกติดกับน้ำหนักถ่วง โดยปลายเชือกรอกกว้านหรือสลิงจะมีความยาวเท่ากับความสูงของตึกโดยประมาณ ดังนั้นเมื่อลิฟต์โดยสารจอดที่ชั้นล่างสุดของอาคาร น้ำหนักถ่วงจะอยู่ชั้นบนสุด เมื่อลิฟต์โดยสารเคลื่อนที่ขึ้น น้ำหนักถ่วงจะมีหน้าที่ขับลิฟต์ให้เคลื่อนที่ควบคู่ไปกับเบรคเพื่อชะลอความเร็ว โดยมอเตอร์จะทำหน้าที่ควบคุมความเร็วของลิฟต์ให้เป็นไปตามพิกัด ในทำนองเดียวกันหากลิฟต์จอดชั้นบนสุด น้ำหนักถ่วงจะอยู่ชั้นล่างสุด ลิฟต์จะเคลื่อนที่ลงโดยอาศัยน้ำหนักของตัวลิฟต์ จากหลักการดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการออกแบบลิฟต์ให้เกิดความได้เปรียบเชิงกลจะทำให้ลิฟต์ใช้พลังงานน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานในอาคาร

image001

รูปที่ 1-1 แสดงหลักการออกแบบลิฟต์โดยใช้หลักการรอกกว้าน
ที่มา : ข้อมูลด้านเทคนิค ของ OTIS

 

1.2 อุปกรณ์หลักของลิฟต์


1.2.1 ห้องเครื่องลิฟต์

ห้องเครื่องลิฟต์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ลิฟต์ที่มีห้องเครื่อง และลิฟต์ที่ไม่มีห้องเครื่องลิฟต์ สำหรับลิฟต์ที่มีห้องเครื่องลิฟต์ ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮดรอลิกโดยลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮดรอลิกจะใช้กำลังไฟฟ้าที่สูงกว่ามาก ลิฟต์ที่มีห้องเครื่องและขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นลิฟต์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากสะดวกและง่ายต่อการบำรุงรักษา สำหรับลิฟต์ที่ไม่มีห้องเครื่องนิยมใช้กับอาคารที่มีความสูงไม่มากเนื่องจากพิกัดความเร็วน้ำหนักบรรทุกและจำนวนชั้นจอดยังเป็นข้อจำกัด

 

Energy Conservation of Lift ระบบลิฟต์และการอนุรักษ์พลังงาน

ที่มา :Cr.http://www.asianelevators.com/images/MACHINROOMLESS.png
รูปตัวอย่างแสดงลิฟต์ที่มีห้องเครื่อง

Energy Conservation of Lift ระบบลิฟต์และการอนุรักษ์พลังงานที่มา : http://3.bp.blogspot.com/
รูปตัวอย่างแสดงลิฟต์ที่ไม่มีห้องเครื่อง

รูปที่ 1-2 แสดงรูปตัวอย่างลิฟต์ที่มีห้องเครื่องและไม่มีห้องเครื่อง

1.2.2 เครื่องลิฟต์ (driving machine )

เครื่องลิฟต์ หมายถึง ตัวต้นกำลังที่ให้พลังงานในการขับเคลื่อนตัวลิฟต์แบ่งเป็น

1.2.2.1 เครื่องลิฟต์แรงฉุดจากความฝืด (traction machine ) หมายถึง เครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนตัวลิฟต์ โดยอาศัยความฝืดระหว่างเชือกลวดแขวนกับรอกขับเคลื่อน ซึ่งมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลังในการหมุนรอกขับเคลื่อน โดยมีทั้งแบบส่งกำลังผ่านเฟืองและแบบขับเคลื่อนโดยตรง

ก. เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนด้วยเฟือง (geared-drive machine, geared machine) หมายถึง เครื่องลิฟต์ที่ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าผ่านเฟืองไปหมุนรอกขับเคลื่อน ส่วนมากมักใช้เฉพาะกับลิฟต์ที่มีความเร็วต่ำที่ไม่สามารถขับโดยตรงจากมอเตอร์ได้

ข. เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนโดยตรง (direct drive machine, gearless machine) หมายถึง เครื่องลิฟต์ที่ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ต่อโดยตรงกับรอกขับเคลื่อน ส่วนมากเป็นลิฟต์ที่มีความเร็วสูง

ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบการใช้งานเครื่องลิฟต์แรงฉุดจากความฝืดขับเคลื่อนด้วยเฟือง(geared machine) และขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine)

ตาราง

ที่มา : Stein/Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

 

เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนด้วยเฟือง (geared-drive machine) เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนด้วยเฟือง (geared-drive machine)

รูปที่ 1-3 เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนด้วยเฟือง (geared-drive machine)
ที่มา : ข้อมูลด้านเทคนิค ของ OTIS

เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนโดยตรง (direct drive machine, gearless machine) เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนโดยตรง (direct drive machine, gearless machine)

รูปที่ 1-4 เครื่องลิฟต์ขับเคลื่อนโดยตรง (direct drive machine, gearless machine)
ที่มา : ข้อมูลด้านเทคนิค ของ OTIS

1.2.2.1.1 เครื่องลิฟต์รอกกว้าน (winding drum machine) หมายถึง เครื่องลิฟต์ที่ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าผ่านไปหมุนรอกกว้านเชือกลวดแขวน

1.2.2.1.2 เครื่องลิฟต์ไฮดรอลิค (hydraulic power unit ) หมายถึง เครื่องลิฟต์ที่ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าขับเครื่องสูบน้ำมันเข้าระบบไฮดรอลิค เพื่อขับเคลื่อนลิฟต์ให้เคลื่อนขึ้น และลิฟต์เคลื่อนลงโดยแรงโน้มถ่วง เมื่อปล่อยน้ำมันไหลกลับสู่ถังเก็บน้ำมัน

1.2.3 ระบบควบคุมการขับเคลื่อน(drive control)

ระบบควบคุมการขับเคลื่อน หมายถึง ระบบควบคุมการเคลื่อนที่ การหยุดทิศทางการเคลื่อนที่ ความเร่ง อัตราเร็ว และความหน่วงของส่วนที่เคลื่อนที่ มีดังนี้

1.2.3.1 ระบบควบคุมการขับเคลื่อนโดยสนามแม่เหล็กของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(generator field control) หมายถึง ระบบควบคุมซึ่งปรับแรงดันไฟฟ้า ที่จ่ายให้กับมอเตอร์ที่ใช้ขับเคลื่อนลิฟต์โดยการเปลี่ยนแปลงความเข้มและทิศทางของสนามแม่เหล็กของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบนี้ใช้กับลิฟต์ที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองเป็นระบบควบคุมที่มีการสูญเสียพลังงานสูงมาก

1.2.3.2 ระบบควบคุมโดยรีโอสแตต (rheostat control) หมายถึง ระบบควบคุมซึ่งเปลี่ยนแปรค่าความต้านทานและ/หรือค่ารีแอกแตนซ์ในอาร์มาเจอร์ และ/หรือในวงจรสนามแม่เหล็กของมอเตอร์เครื่องลิฟต์ ใช้กับลิฟต์ที่มีความเร็วต่ำและเป็นอาคารที่ไม่สูงมาก

1.2.3.3 ระบบควบคุมโดยใช้ไฟฟ้ากระแสสลับอัตราความเร็วเดียว (single speed alternating current control ) หมายถึง ระบบควบคุมที่ใช้มอเตอร์แบบเหนี่ยวนำ (induction motor) อัตราความเร็วค่าเดียวขับเคลื่อนตัวลิฟต์

1.2.3.4 ระบบควบคุมโดยใช้ไฟฟ้ากระแสสลับสองอัตราความเร็ว (two speed alternating current control) หมายถึง ระบบควบคุมที่ใช้มอเตอร์แบบเหนี่ยวนำสองอัตราความเร็วขับเคลื่อนตัวลิฟต์ซึ่งทำให้หมุนด้วยอัตราความเร็วซิงโครนัส 2 ค่า โดยการต่อขดลวดของมอเตอร์ให้มีจำนวนขั้วต่างกัน

เครื่องลิฟต์และชุดควบคุบประเภทต่าง ๆ

รูปที่ 1-5 แสดงเครื่องลิฟต์และชุดควบคุบประเภทต่าง ๆ
ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

1.2.3.5 ระบบควบคุมโดยการแปรเปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้า (variable voltage control) หมายถึง ระบบควบคุมที่แปรเปลี่ยนแรง เคลื่อนไฟฟ้าที่จ่ายให้มอเตอร์ขับเคลื่อนตัวลิฟต์ โดยมากใช้อุปกรณ์ประเภท SCR หรือ Thyristor ใช้กับลิฟต์ที่มีความเร็วปานกลาง-สูง

1.2.3.6 ระบบควบคุมโดยแปรเปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้าและความถี่ไฟฟ้า (variable voltage , variable frequency control :VVVF) หมายถึง ระบบควบคุมที่แปรเปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้าและความถี่ไฟฟ้าที่จ่ายให้มอเตอร์ขับเคลื่อนตัวลิฟต์ เป็นชุดควบคุมที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง โดยใช้งานกับมอเตอร์ขับเคลื่อนลิฟต์ชนิดไฟฟ้ากระแสสลับ

1.2.4     รางบังคับลิฟต์และปล่องลิฟต์

รางบังคับลิฟต์และปล่องลิฟต์ ทำหน้าที่นำทางให้ห้องโดยสารเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง การติดตั้งรางลิฟต์ภายในปล่องลิฟต์จะต้องมีระยะที่ห้องโดยสารกับรางลิฟต์อย่างเหมาะสม โดยห้องลิฟต์กับรางลิฟต์ต้องไม่ห่างจนเกินไปและไม่ชิดจนเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดการแกว่งขณะเคลื่อนที่ นอกจากนี้ภายในปล่องลิฟต์จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ให้ความสว่างและช่องเปิดที่ปลอดภัยเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าภายในปล่องลิฟต์ได้

1.2.5     อุปกรณ์ควบคุมการทำงานของลิฟต์ (systems of elevator operation and supervision)

ลิฟต์จะถูกควบคุมการใช้งานผ่านเครื่องควบคุมการใช้งาน โดยพลังงานไฟฟ้าที่ลิฟต์ใช้จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุกและความเร็วในขณะนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับลิฟต์จะรับสัญญาณเพื่อควบคุมให้ความเร็วลิฟต์เป็นไปตามน้ำหนักบรรทุกจริงรวมถึงความเร็ว นอกจากนี้อุปกรณ์ควบคุมการทำงานของลิฟต์ยังจะต้องจัดการทำงานของลิฟต์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานลิฟต์ เช่น ให้ลิฟต์ที่อยู่ใกล้ที่สุดมาให้บริการ การลดเวลารอคอย การประหยัดพลังงาน ซึ่งในปัจจุบันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ (computerized system control) เป็นส่วนใหญ่

  • Collective Control เป็นระบบการควบคุมที่มีปุ่มกดเรียกลิฟต์เพียงจุดเดียวในแต่ละชั้น โดยลิฟต์จะจอดทุกชั้นที่มีการเรียก ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาในการรอคอยนานมาก โดยมากมีใช้ในอาคารที่พักอาศัย และลิฟต์ขนของในโรงงานอุตสาหกรรม
  • Selective Collective Control เป็นระบบการควบคุมทีมีปุ่มกดเรียกลิฟต์ขึ้นและลงในแต่ละชั้น เมื่อลิฟต์อยู่ในช่วงขาขึ้นลิฟต์จะเลือกจอดเฉพาะชั้นที่ผู้โดยสารต้องการไปและจอดรับผู้โดยสารที่เรียกขึ้น (up) เท่านั้น เช่นเดียวกันเมื่อลิฟต์อยู่ในช่วงขาลงลิฟต์จะเลือกจอดเฉพาะชั้นที่ผู้โดยสารต้องการไปและจอดรับผู้โดยสารที่เรียกลง(down) เท่านั้น ระบบการควบคุมแบบนี้มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ในอาคารสำนักงาน อาคารธุรกิจประเภทต่าง ๆ
  • Computerized System Control  เนื่องจากระบบการควบคุมแบบเดิม ๆ ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ เช่น ระยะเวลาในการรอคอย และการจัดการการใช้งานลิฟต์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งผู้ผลิตลิฟต์ก็มีการพัฒนาหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิต่าง ๆ โดยได้นำระบบการประมวลผล และเทคโนโลยี่ด้านคอมพิวเตอร์สมัยใหม่มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการบริหารลิฟต์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น ระบบที่มีการ เรียกลิฟต์โดยที่โถงลิฟต์จะไม่มีปุมกดขึ้นและลง แต่จะมีอุปกรณ์เรียกลิฟต์ที่มีหน้าจอแบบสัมผัส (touchscreen keypad) ผู้โดยสารจะต้องป้อนข้อมูลชั้นที่ผู้โดยสารต้องการไปและระบบควบคุมของลิฟต์จะประมวลผลและแจ้งผู้โดยสารทันทีว่าจะต้องไปรอขึ้นลิฟต์ตัวใด ระบบควบคุมแบบนี้เหมาะที่จะใช้ในอาคารขนาดใหญ่ และมีผู้โดยสารจำนวนมาก เพราะระบบควบคุมดังกล่าวสามารถลดระยะเวลาการรอคอย ระยะเวลาการเดินทางของลิฟต์แต่ละตัว(round-trip time)เนื่องจากจะไม่มีกรณีที่ลิฟต์ต้องหยุดเกือบทุกชั้นเพื่อรับและส่งผู้โดยสาร นอกจากนั้นยังลดความแออัดของผู้ใช้ลิฟต์เนื่องจากสามารถจัดกลุ่มของผู้โดยสารที่ลงชั้นเดียวกันให้ใช้ลิฟต์ตัวเดียวกัน และสามารถบริหารให้ลิฟต์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ลิฟท์

รูปที่ 1-6 อุปกรณ์เรียกลิฟต์ที่มีหน้าจอแบบสัมผัส (touchscreen keypad)
ที่มา : ข้อมูลด้านเทคนิค ของ OTIS Compass

1.3 การใช้พลังงานของลิฟต์


ลิฟต์มีการใช้พลังงานส่วนใหญ่ในส่วนของเครื่องลิฟต์ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนตัวลิฟต์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น นอกจากประเภทของเครื่องลิฟต์แล้วระบบควบคุมการขับเคลื่อน(drive control) ยังเป็นอุปกรณ์อีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการใช้พลังงานของลิฟต์ ลิฟต์ที่มีมวลบรรทุกที่กำหนด(rated load) มากและความเร็ว(rated speed) สูงย่อมต้องใช้พลังงานมากตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ลิฟต์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ออกแบบไว้ให้มีความได้เปรียบเชิงกลและใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด สำหรับลิฟต์ที่มีมวลบรรทุก 900 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2.5 เมตรต่อวินาที จะใช้พลังงานไม่ถึง 1 หน่วย(kWh)ต่อครั้ง โดยบางช่วงของการเคลื่อนที่มอเตอร์ขับลิฟต์ทำหน้าที่เป็นทั้งไดนาโมและมอเตอร์ในคราวเดียวกัน ดังนั้นลิฟต์จะใช้พลังงานไฟฟ้ากับระบบเบรคเพื่อชะลอความเร็วให้ลิฟต์จอดชั้นที่ต้องการอย่างปลอดภัย รูปที่ 10-7 แสดงค่าความต้องการกำลังไฟฟ้าของเครื่องลิฟต์แรงฉุดจากความฝืดขับเคลื่อนด้วยเฟือง(geared machine) และขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine)

gareless
รูปที่ 1-7 แสดงการใช้กำลังไฟฟ้าของเครื่องลิฟต์ที่ใช้แรงฉุดจากความฝืดขับเคลื่อนด้วยเฟือง(geared machine) และขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine)
ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

 

 

การประเมินกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ


ตัวอย่างที่ 1-1 ลิฟต์กลุ่มหนึ่งมีจำนวน 5 ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักบรรทุก 1,600 กิโลกรัม, ความเร็ว 3เมตร/วินาที ลิฟต์แต่ละตัวต้องการกำลังไฟฟ้า 48 แรงม้า group demand factor = 0.67

กำลังไฟฟ้ารวมที่ต้องการ = 5 x 48 x 0.67 = 160 แรงม้า

การประเมินความร้อนสูญเสียของลิฟต์


ความร้อนสูญเสียในลิฟต์เกิดจากความร้อนในระบบเบรกบวกกับการสูญเสียของระบบไฟฟ้าของมอเตอร์ขับลิฟต์และอุปกรณ์ในระบบจ่ายกำลังไฟฟ้าของชุดควบคุม รายละเอียดของการสูญเสียกำลังไฟฟ้าซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสูญเสียกำลังไฟฟ้าของเครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเฟือง  (geared machine ) มีค่ามากกว่าเครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine) เกือบ 2 เท่า

geared machineรูปที่ 1-8 แสดงแผนภาพการสูญเสียกำลังไฟฟ้าของลิฟต์เครื่องลิฟต์แรงฉุดจากความฝืดขับเคลื่อนด้วยเฟือง
(geared machine) และขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine)

ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

ตัวอย่างที่ 1-2 ลิฟต์กลุ่มหนึ่งจำนวน 5 ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักบรรทุก 1,600 กิโลกรัม ,ความเร็ว 3 เมตร/วินาที ชุดควบคุมเป็นแบบ solid state control ให้คำนวณความร้อนสูญเสียที่เกิดขึ้นในห้องเครื่องลิฟต์ ในช่วงการจราจรสูงสุดลิฟต์ทำงานประมาณ 50% โดยขณะทำงานใช้กำลังไฟฟ้า 90% ของพิกัด ใช้เครื่องลิฟต์ขนาด 48 แรงม้า ดังนั้นการสูญเสียรวมต่อตัวมีค่าดังนี้

1) การสูญเสียในชุดควบคุม
48 แรงม้า/0.9eff x 90% load x 50% operation x 10% loss = 2.4 แรงม้า

2) การสูญเสียในมอเตอร์ขับลิฟต์
48 แรงม้า x 90% load x 50% operation x 20% loss = 4.32 แรงม้า
การสูญเสียรวม = 6.72 แรงม้า = 5.01 กิโลวัตต์= 4,307กิโลแคลอรี่/ชั่วโมง ต่อลิฟต์ 1 ตัว ลิฟต์จำนวน 5 ตัว รวมความร้อนสูญเสีย = 21,535กิโลแคลอรี่/ชั่วโมง

ในปัจจุบันผู้ผลิตได้มีการจัดทำข้อมูลทางด้านเทคนิคของลิฟต์แต่ละรุ่นไว้อย่างครบถ้วนทั้งในส่วนของ น้ำหนักบรรทุก ความเร็ว กำลังไฟฟ้าที่ต้องการ ความร้อนสูญเสีย และการระบายอากาศที่เหมาะสม ซึ่งผู้ออกแบบหรือเจ้าของอาคารสามารถเปรียบเทียบข้อมูลดังกล่าวในเชิงของประสิทธิภาพพลังงานได้

ตารางที่ 2 ตัวอย่างข้อมูลทางด้านเทคนิคของเครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนโดยตรง (gear less machine)

ตัวอย่างข้อมูลทางด้านเทคนิคของเครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนโดยตรง (gear less machine)ที่มา : ข้อมูลด้านเทคนิค ของ Schindler 500P

1.4 การลือกขนาดและจำนวนของลิฟต์ (Elevator Selection)


การลือกขนาดและจำนวนของลิฟต์ (elevator selection) จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดเนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ความเพียงพอของการให้บริการในอาคารนั้นๆ ความคุ้มค่าในการเลือกใช้ลิฟต์ พื้นที่ว่างที่สอดคล้องกับงานด้านสถาปัตยกรรม(โถงลิฟต์ ช่องลิฟต์ ห้องเครื่องลิฟต์) ดังนั้นในอาคารขนาดใหญ่และมีการใช้งานที่หลากหลายการคำนวณด้วยมืออาจทำให้เกิดความยุ่งยาก จึงมีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณ โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงคุณภาพการบริการของลิฟต์ดังนี้

1.4.1 Interval (I) หรือ lobby dispatch time, เวลาในการรอคอย (waiting time) Interval (I) คือ ระยะเวลาเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ของลิฟต์มารับผู้โดยสารและเคลื่อนที่ออกจากโถงลิฟต์ ส่วนเวลาในการรอคอย (waiting time) หมายถึง ระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ลิฟต์ใช้ในรอลิฟต์โดยนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ใช้ลิฟต์เรียกลิฟต์จนกระทั่งเดินเข้าลิฟต์ ในทางปฏิบัติกำหนดให้ระยะเวลาในการรอคอยคิดเป็น 60% ของ Interval

Average waiting time = 0.6 I

อาคารสำนักงานชั้นดีจะออกแบบระยะเวลาในการรอคอยอยู่ระหว่าง 15-18 วินาทีในช่วงการจราจรสูงสุด หรืออาจสูงถึง 22 วินาที แต่ไม่ควรเกิน 26 วินาที ในตารางที่ 10-3 แสดงค่า I ที่เหมาะสมในอาคารแต่ละประเภท

ตารางที่ 3 แสดงค่า I ที่เหมาะสมในอาคารแต่ละประเภท

แสดงค่า I ที่เหมาะสมในอาคารแต่ละประเภทที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

1.4.2 ความสามารถในการบรรทุก (handling capacity)
ความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงความสามารถสูงสุดในการบรรทุกผู้โดยสารในระยะเวลาหนึ่ง (ในทางปฎิบัติคิดจำนวนผู้โดยสารที่สามารถบรรทุกได้สูงสุดในช่วงเวลา 5 นาที)

Handling capacity (HC) = (300s x passenger/car)/Interval
หรือ HC = 300p/I

ตารางที่ 4 ความสามารถในการบรรทุกของตัวลิฟต์ car passenger capacity (p)

น้ำหนักบรรทุกของลิฟต์
(กิโลกรัม)

จำนวนผู้โดยสารสูงสุด
(คน)

จำนวนผู้โดยสารต่อรอบ
(คน)

900

12

10

1,150

17

13

1,350

20

16

1,600

23

19

1,800

28

22

 

ตารางที่ 5 ความสามารถในการบรรทุกต่ำสุด(minimum handling capacity)

ประเภทของอาคาร

เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้อาคารที่เคลื่อนย้ายใน 5 นาที

อาคารสำนักงาน
ย่านใจกลางเมือง

12-14

บริเวณรอบเมือง

11.5-13

ชานเมือง

14-16

อาคารที่พักอาศัย
คอนโดมิเนียม

5-7

เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์

6-8

อาคารหอพัก

10-11

โรงแรม-ชั้นหนึ่ง

12-15

โรงแรม-ชั้นสอง

10-12

ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition

ตารางที่ 6 การประมาณการจำนวนผู้ใช้อาคาร (population) ของอาคารประเภทต่าง ๆ

ปรเภทของอาคาร

 
อาคารสำนักงาน

ตารางเมตรต่อคน

แบบใช้งานหลายประเภท(diversified)
   ชั้นล่างที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่(large lower floors)

11.25-12.6

   ชั้นสูงขึ้นไป(upper floors)

12.6-14.4

   พื้นที่ทั่วไป(average use)

13.5

แบบใช้งานประเภทเดียว(single purpose)

11.7

โรงแรม

คนต่อห้องพัก

   ห้องพัก(normal use)

1.3

   ห้องประชุม(conventions)

1.9

โรงพยาบาล

คนต่อเตียงผู้ป่วย

   โรงพยาบาลเอกชน

3

   โรงพยาบาลของรัฐ

3-4

อาคารเพื่อพักอาศัย

คนต่อเตียงนอน

   คอนโดมิเนียม

1.5

   เซอร์วิสอพาร์ทเม้น

2

   อพาร์ทเม้นหรือแมนชั่น

2.5-3.0

ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

 

1.4.3 ระยะเวลาในการเดินทางเฉลี่ย(traveling time or average trip time : AVTRP) หมายถึง ระยะเวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้ลิฟต์ใช้ในการเดินทางโดยใช้ลิฟต์ ซึ่งนับตั้งแต่เวลาที่ผู้ใช้ลิฟต์เรียกลิฟต์และโดยสารลิฟต์จนกระทั่งออกจากลิฟต์ในชั้นที่ต้องการ โดยทั่วไป ระยะเวลาของการเดินทางที่น้อยกว่า 1 นาทีเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยม แม้จะใช้เวลา 75 ถึง 90 วินาทีก็สามารถยอมรับได้ แต่ไม่ควรเกินกว่า 120 วินาที สำหรับระยะเวลาในการเดินทางเฉลี่ย(traveling time or average trip time) ที่ใช้ในการประเมินสามารถพิจารณาได้จากเส้นกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง จำนวนชั้น และความเร็วของลิฟต์ค่าต่างๆ ที่ขนาดน้ำหนักบรรทุกแต่ละตัว (สามารถหาข้อมูลได้จากผู้ผลิต) โดยที่ระยะเวลาดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนได้ 10%

9

รูปที่ 1-9 ตัวอย่างแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของระยะเวลาในการเดินทางเฉลี่ย (average trip time : AVTRP) ที่ความเร็วระดับต่าง ๆ ของลิฟต์ ขนาดน้ำหนักบรรทุก 1,350 กิโลกรัม
ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition. 

1.4.3.1 ระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ (round-trip time) หมายถึง ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลิฟต์ใช้ในการเดินทางโดยนับตั้งแต่เวลาที่ลิฟต์เคลื่อนที่เพื่อบริการครบ 1 รอบ โดยระยะเวลาดังกล่าวเป็นผลรวมของเวลา 4 ส่วน คือ ระยะเวลาในการเร่งและลดความเร็ว ระยะเวลาในการเปิดและปิดประตู ระยะเวลาในการรับและส่ง และเวลาในการเคลื่อนที่

10

รูปที่ 1-10 ตัวอย่างระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ (round-trip time) ที่ความเร็วระดับต่าง ๆ ของลิฟต์ ขนาดน้ำหนักบรรทุก 1,350 กิโลกรัม
ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

ขั้นตอนและวิธีในการคำนวณเพื่อเลือกขนาดและจำนวนลิฟต์

ขั้นตอนและวิธีในการคำนวณเพื่อเลือกใช้ขนาดและจำนวนลิฟต์ที่จะแสดงต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้มีความเข้าใจการใช้ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นในการกำหนดขนาดและจำนวนลิฟต์ที่เหมาะสมซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องถึงการใช้พลังงานของลิฟต์ในอาคารนั้น ในการปฏิบัติจริงควรคำนวณโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะสะดวกและแม่นยำกว่า ส่วนขั้นตอนเบื้องต้นมีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ข้อมูลของอาคาร ประเภทอาคาร พื้นที่ใช้สอยหรือจำนวนห้องพัก จำนวนชั้นและความสูงของชั้นและของอาคาร

ขั้นตอนที่ 2 หาค่าของ interval (I) จากตารางที่ 1-3

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณหาจำนวนผู้ใช้อาคารโดยใช้ตารางที่ 1-6

ขั้นตอนที่ 4 หาค่าความสามารถในการบรรทุก(handling capacity) จากตารางที่ 1-4

ขั้นตอนที่ 5 ใช้ข้อมูลที่ได้เลือกขนาดของลิฟต์(น้ำหนักบรรทุกและความเร็ว) จากข้อมูลในตารางที่ 1-7

ขั้นตอนที่ 6 ใช้ข้อมูลขนาดของลิฟต์ที่ได้เลือกไว้หาระยะเวลาในการเดินทางเฉลี่ย (traveling time or average trip time :AVTRP) และระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ (round-trip time :RT) ตามจำนวนชั้นของอาคารที่ใช้งาน

ขั้นตอนที่ 7 คำนวณหาความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) ของลิฟต์ที่เลือกไว้ต่อหนึ่งตัว HC = 300p/I โดยค่าใช้ p จากข้อมูลในตารางที่ 1-4

ขั้นตอนที่ 8 คำนวณหาจำนวนลิฟต์ที่ต้องใช้เพื่อบรรทุกผู้โดยสารให้ได้จำนวนที่ต้องการในขั้นตอนที่ 3

ขั้นตอนที่ 9 ใช้ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจากการเลือกขนาดและจำนวนลิฟต์เพื่อคำนวณย้อนกลับมาหาค่าระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ(round-trip timer :RT) และเปอร์เซนต์ของความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือใหม่

ขั้นตอนที่ 10 ทดลองเปลี่ยนขนาดของลิฟต์ (น้ำหนักบรรทุกและความเร็วที่แตกต่างจากครั้งแรก) เพื่อคำนวณค่าระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ(round-trip timer :RT) และเปอร์เซนต์ของความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) แล้วจึงเลือกขนาดและจำนวนลิฟต์ที่เหมาะสม โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งความสามารถและคุณภาพในการให้บริการของระบบลิฟต์ในอาคารนั้นๆ ต้นทุนในการลงทุนครั้งแรก และข้อจำกัดด้านสถาปัตยกรรม เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 11 เลือกชนิดของลิฟต์ที่ใช้งานทั้งส่วนของเครื่องลิฟต์และชุดควบคุม โดยพิจารณาข้อมูลด้านเทคนิคของผู้ผลิตประกอบ ทั้งต้นทุนในการลงทุนครั้งแรก ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและ ค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงตลอดอายุการใช้งานของลิฟต์ ข้อจำกัดด้านสถาปัตยกรรม เป็นต้น

ตัวอย่างที่ 1-3 การคำนวณเพื่อเลือกขนาดและจำนวนลิฟต์ อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งมีการใช้งานหลายประเภท(diversified) เป็นอาคารสูง 14 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 1,080 ตารางเมตรต่อชั้น ความสูงของชั้น 3.60 เมตร ให้เลือกระบบลิฟต์ที่เหมาะสม

ขั้นตอนที่ 1 ข้อมูลของอาคาร อาคารสำนักงานมีการใช้งานหลายประเภท(diversified) เป็นอาคารสูง 14 ชั้น ความสูงของชั้น 3.60 เมตร

ขั้นตอนที่ 2 หาค่าของ interval(I) จากตารางที่ 10-3 เท่ากับ 30 วินาที

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณหาจำนวนผู้ใช้อาคารโดยใช้ตารางที่ 6

จำนวนผู้ใช้อาคาร(building population):14 ชั้น = 1,080 ตารางเมตร x 14/13.5ตารางเมตรต่อคน = 1,120 คน

ขั้นตอนที่ 4 หาค่าความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) จากตารางที่ 10-4 ซึ่งเท่ากับ 13 % HC = 0.13 x 1120 คน = 146 คน

ขั้นตอนที่ 5 ใช้ข้อมูลที่ได้เลือกขนาดของลิฟต์ (น้ำหนักบรรทุกและความเร็ว) จากข้อมูลในตารางที่ 10-7 โดยระยะสัญจรของลิฟต์ = 14 ชั้น x 3.60 เมตร = 50.40 เมตร เลือกลิฟต์ ขนาด 1,350 กิโลกรัม ความเร็ว 2.50 เมตรต่อวินาที

ขั้นตอนที่ 6 ใช้ข้อมูลขนาดของลิฟต์ที่ได้เลือกไว้หาระยะเวลาในการเดินทางเฉลี่ย (traveling time or average trip time :AVTRP) และระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ(round-trip timer :RT) ตามจำนวนชั้นของอาคารที่ใช้งาน AVTRP = 76 วินาที, RT = 143 วินาที

ขั้นตอนที่ 7 คำนวณหาความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) ของลิฟต์ที่เลือกไว้ต่อหนึ่งตัว HC = 300p/I โดยค่าใช้ p จากข้อมูลในตารางที่ 4

ความสามารถในการบรรทุกของลิฟต์หนึ่งตัว = 300(16)/143 = 33.5 คน

ขั้นตอนที่ 8 คำนวณหาจำนวนลิฟต์ที่ต้องใช้เพื่อบรรทุกผู้โดยสารให้ได้จำนวนที่ต้องการในขั้นตอนที่ 3 จำนวนลิฟต์ที่ใช้เพื่อการบรรทุกคนทั้งหมด 146 คน = 146/33.5 = 4.4 ตัว คิดเป็น 5 ตัว

ขั้นตอนที่ 9 ใช้ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจากการเลือกขนาดและจำนวนลิฟต์เพื่อคำนวณย้อนกลับมาหาค่าเวลา Interval (I) และเปอร์เซนต์ของความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือใหม่ I = RT/N = 143/5 = 28.3 วินาที
HC = 5(13)/4.4 = 14.77%

ขั้นตอนที่ 10 ทดลองเปลี่ยนขนาดของลิฟต์ (น้ำหนักบรรทุกและความเร็วที่แตกต่างจากครั้งแรก) เพื่อคำนวณค่าระยะเวลาในการบริการ 1 รอบ (round-trip timer :RT) และเปอร์เซนต์ของความสามารถในการบรรทุก (handling capacity) แล้วจึงเลือกขนาดและจำนวนลิฟต์ที่เหมาะสม โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งความสามารถและคุณภาพในการให้บริการของระบบลิฟต์ในอาคารนั้นๆ ต้นทุนในการลงทุนครั้งแรก และข้อจำกัดด้านสถาปัตยกรรม

ตารางที่ 7 ข้อแนะนำในการเลือกลิฟต์ในอาคารแต่ละประเภท

ประเภทอาคาร

น้ำหนักบรรทุก
(กิโลกรัม)

ความเร็วต่ำสุด
(เมตร/วินาที)

ระยะความสูง
(เมตร)

อาคารสำนักงาน

1.75-2

0-37.5

   อาคารขนาดเล็ก

1,150

2.5-3

37.8-67.5

   อาคารขนาดกลาง

1,350

3.5

67.8-82.5

   อาคารขนาดใหญ่

1,600

4

82.8-112.5

5

มากกว่า 112.5

โรงแรม

1.75-2

0-37.5

1,150

2.5-3

37.8-67.5

1,350

3.5

67.8-82.5

4

82.8-112.5

5

มากกว่า 112.5

โรงพยาบาล

0.75

0-18

1-1.25

18.3-30

1,600

1.25-1.5

30.3-37.5

1,800

1.75-2

37.8-52.5

2.5-3

52.8-75

3.5

มากกว่า 75

อาคารที่พักอาศัย

0.5

0-22.5

900

1

22.8-37.5

1,150

1.25-1.75

37.8-60

1.75-2

มากกว่า 60

ห้างสรรพสินค้า

1

0-30

1,600

1.25-1.5

30.3-45

1,800

1.75-2

45.3-60

2,260

2.5

มากกว่า60

ที่มา : Stein /Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th Edition.

1.5 การอนุรักษ์พลังงานในระบบลิฟต์


เนื่องจากลิฟต์เป็นอุปกรณ์ประกอบอาคารสำหรับอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่ให้บริการผู้ใช้อาคารในการเดินทางและขนส่งระหว่างชั้นของอาคาร โดยเป็นอุปกรณ์ที่เน้นในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรก รองลงมาคือด้านการบริการ ดั้งนั้นในส่วนของการประหยัดพลังงานที่จะกล่าวต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงข้อแนะนำให้ผู้ออกแบบ ผู้จัดหา และผู้บริหารอาคาร ใช้เป็นหลักปฎิบัติในการทำงานเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้งานลิฟต์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการประหยัดพลังงาน โดยยังคงรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยและการให้บริการที่ดีของอาคารไว้

1.5.1 การออกแบบและเลือกใช้ลิฟต์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน

การออกแบบและเลือกใช้ลิฟต์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานนั้นมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการออกแบบและเลือกใช้ลิฟต์ตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพื่อจะให้ได้ลิฟต์ที่มีขนาดของกำลังมอเตอร์ต่ำที่สุด มีการสูญเสียไฟฟ้าและความร้อนน้อยที่สุด และมีจำนวนลิฟต์น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย โดยมีแนวทางปฏิบติดังนี้

1) ออกแบบลิฟต์โดยใช้การกำหนดรอบระยะเวลาของการให้บริการสูงสุด(maximum trip time) ซึ่งจะสามารถลดทั้งน้ำหนักบรรทุกและความเร็วของลิฟต์

2) เลือกใช้ลิฟต์ที่อัตราความเร็วที่กำหนดต่ำสุด(minimum rated speed) เท่าที่จะทำได้ จากเหตุผลด้านเทคนิคที่ลิฟต์ขนาดน้ำหนักบรรทุกเท่ากัน ตัวที่มีความเร็วสูงกว่าจะมีขนาดมอเตอร์ที่พิกัดสูงกว่าด้วย

3) เลือกใช้เครื่องลิฟต์ชนิดขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine) เพราะมีการสูญกำลังไฟฟ้าและความร้อนน้อยกว่าเครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเฟือง(geared machine)เกือบ 2 เท่า

4) เลือกใช้ลิฟต์ โดยพิจารณาระบบควบคุมการขับเคลื่อนชนิดแปรเปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้าและความถี่ (variable voltage , variable frequency control) เพราะมีการสูญกำลังไฟฟ้าและความร้อนน้อยกว่า และมีความได้เปรียบในด้านการเร่งความเร็วและลดความเร็วที่ใช้เวลาน้อยกว่าและมีความนุ่มนวลกว่า

5) การควบคุมการใช้งานลิฟต์
เลือกใช้ระบบควบคุมการใช้งานของลิฟต์ให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานของอาคาร จำนวนผู้โดยสารในช่วงการใช้งานสูงสูด (peak time) ตัวอย่างเช่น อาคารเพื่อที่อยู่อาศัย อาคารโรงแรมทั่วไป อาคารโรงพยาบาล ที่มีการใช้งานไม่มากนัก การเลือกใช้ระบบควบคุมแบบ Selective Collective Control น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าเป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ที่มีการจราจรหนาแน่น ควรเลือกใช้ ระบบควบคุมแบบ Computerized System Control

6) น้ำหนักของวัสดุที่ใช้ตกแต่งห้องลิฟต์ (Decoration Load) ไม่ควรเกิน 20%ของน้ำหนักบรรทุกที่กำหนด (Rated Load)

7) ระบบระบายอากาศในห้องเครื่องลิฟต์อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบปรับอากาศในห้องเครื่องลิฟต์ กรณีที่สามารถติดตั้งระบบระบายอากาศได้ตามข้อกำหนดในมาตรฐานของ ว.ส.ท. (E.I.T. Standard 3007-43) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ในห้องเครื่องลิฟต์ จะต้องติดตั้งระบบระบายอากาศทางกล เพื่อรักษาค่าอุณหภูมิของอากาศในระยะ 1.00 เมตรโดยรอบเครื่องจักรที่ให้ความร้อนไม่ให้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส

ตารางที่ 8 ตัวอย่างข้อมูลทางด้านเทคนิคในการระบายความร้อนของห้องเครื่องลิฟต์

ตารางที่ 8

ที่มา : ข้อมูลด้านเทคนิค ของ Hitachi VFI Elevators

 

  • สูตรการคำนวณหาค่าความร้อนของห้องเครื่องลิฟต์

Q = W x V x F x N

โดยที่     Q = ค่าความร้อนต่อชั่วโมง (กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมง)

W = น้ำหนักบรรทุก (กิโลกรัม)

V = ความเร็วพิกัด(เมตร/นาที)

F = ค่าสัมประสิทธิ์ (ขึ้นกับแต่ละรุ่นของลิฟต์ ในที่นี้เท่ากับ 1/45)

N = จำนวนของลิฟต์ที่ติดตั้งในห้องเครื่องลิฟต์เดียวกัน

  • สูตรการคำนวณหาปริมาณอากาศที่ใช้ในการระบายความร้อน

K = Q / C x (t2-t1) = Q/2.1

    โดยที่  K = ปริมาณอากาศที่ใช้ในการระบายความร้อน (ลูกบาศ์กเมตรต่อชั่วโมง)

Q = ค่าความร้อนสูญเสียของลิฟต์ (กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมง)

t2 = อุณหภูมิอากาศภายในห้องเครื่องลิฟต์ที่ยอมรับได้ (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส)

t1 = อุณหภูมิอากาศเข้า (ประมาณ 33 องศาเซลเซียส)

จากตารางที่ 8 ตัวอย่างข้อมูลทางด้านเทคนิคในการระบายความร้อนของห้องเครื่องลิฟต์ ซึ่งเป็นตัวอย่างในการพิจารณาการติดตั้งระบบระบายอากาศให้เพียงพอต่อการระบายความร้อนของห้องเครื่องลิฟต์ ในหลายอาคารพบว่ามีการติดตั้งการระบายอากาศที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดความร้อนสะสมภายในห้องเครื่องลิฟต์ จนทำให้ระบบควบคุมลิฟต์ที่เป็นส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานผิดพลาด และในสุดท้ายก็แก้ปัญหาทั้งหมดโดยการติดตั้งครื่องปรับอากาศ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็นเพราะโดยมากมักเปิดเครื่องปรับอากาศให้ทำงานตลอดเวลา

 

1.5.2 การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องลิฟต์และระบบควบคุมการขับเคลื่อน

การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องลิฟต์และระบบควบคุมการขับเคลื่อนมุ่งเน้นให้ความสำคัญในส่วนของลิฟต์ที่มีอายุการใช้งานนาน ๆ และใช้เทคโนโลยี่ที่ล้าสมัย ได้แก่ เครื่องลิฟต์ที่ขับเคลื่อนโดยเฟือง(geared machine) เครื่องลิฟต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบกระแสตรง ระบบควบคุมการขับเคลื่อนโดยสนามแม่เหล็กของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(generator field control) ระบบควบคุมโดยรีโอสแตต (rheostat control) ลิฟต์ประเภทนี้จะมีการสูญเสียทางไฟฟ้าและความร้อนสูงมาก สามารเปลี่ยนใหม่เป็น เครื่องลิฟต์ชนิดขับเคลื่อนโดยตรง (gearless machine) ระบบควบคุมโดยแปรเปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้าและความถี่ (variable voltage , variable frequency) ซึ่งมีขนาดของกำลังมอเตอร์ต่ำ มีการสูญเสียทางไฟฟ้าและความร้อนน้อย นอกจากจะสามารถลดการใช้พลังงานในส่วนของการใช้พลังงานของลิฟต์เองแล้ว ยังจะสามารถลดการใช้พลังงานในส่วนของระบบระบายอากาศของห้องเครื่องลิฟต์ได้ด้วย

1.5.3 การบริหารการใช้พลังงานของระบบลิฟต์

การบริหารการใช้พลังงานของระบบลิฟต์ เป็นการควบคุมการใช้ลิฟต์ โดยเฉพาะลิฟต์ที่มีอายุการใช้งานนาน ๆ และมีระบบควบคุมที่ไม่สามารถบริหารจัดการการใช้ลิฟต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1) ภายใต้ภาวะการทำงานปกติ (normal operation status) ลิฟต์อย่างน้อย 1 ตัวของกลุ่ม (lift bank) ควรจะทำงานภายใต้สถานะเตรียมพร้อม (standby mode) ในช่วงเวลาที่มีการจราจรน้อย (off-peak)

2) ภายใต้การทำงานในสถานะเตรียมพร้อม ( standby mode) ลิฟต์โดยสารจะไม่ตอบสนองต่อการเรียกของผู้โดยสารจนกว่าจะกลับเข้าสู่สถานะการทำงานปกติ ( normal operation mode)

3) ควรติดตั้งเครื่องวัดไฟฟ้าสำหรับสายป้อนไฟฟ้าที่ส่งกำลังไฟฟ้าให้ลิฟต์และอุปกรณ์ประกอบของระบบลิฟต์เช่น ระบบระบายอากาศ ระบบแสงสว่างของลิฟต์ เพื่อบันทึกข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหารการใช้พลังงาน

4) ลิฟต์แต่ละตัวในกลุ่ม (lift bank) ถ้าหยุดเคลื่อนที่เกิน 2 นาที ระบบระบายอากาศและระบบไฟฟ้าแสงสว่างควรหยุดทำงานโดยอัตโนมัติและจะทำงานใหม่เมื่อถูกเรียกใช้งานอีกครั้ง


เอกสารอ้างอิง ( reference)

  1. “มาตรฐานระบบเครื่องกลขนส่งในอาคาร (ลิฟต์)” ; E.I.T. Standard 3007-43
  2. “Code of Practice for Energy Efficiency of Lift & Escalator Installations”, 2007 Edition, Building Energy Code.
  3. Stein/Reynolds/McGuinness, Mechanical and Electrical Equipment for Buildings 7th
  4. กฎกระทรวงฉบับที่ 33(พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522,หมวด 6 ระบบลิฟต์
  5. บุญพงษ์ กิจวัฒนาชัย , ลิฟต์และบันไดเลื่อน ; คู่มือการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย
  6. คู่มือด้านเทคนิคของลิฟต์และบันไดเลื่อน OTIS
  7. คู่มือด้านเทคนิคของลิฟต์และบันไดเลื่อน HITACHI
  8. คู่มือด้านเทคนิคของลิฟต์และบันไดเลื่อน SCHINDLER

ienergyguru.com

Energy Conservation of Lift :

ระบบลิฟต์และการอนุรักษ์พลังงาน

3 Reviews

1
5
5

Write a Review

https://i0.wp.com/ienergyguru.com/wp-content/uploads/2015/10/Lift-EnergyConservation.png?fit=649%2C493&ssl=1 493 649 iEnergyGuru. https://ienergyguru.com/wp-content/uploads/2015/07/logo-.png iEnergyGuru.2015-11-18 09:25:492019-01-05 06:59:57Energy Conservation of Lift : ระบบลิฟต์และการอนุรักษ์พลังงาน
0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Follow us on Facebook

Newsletter

Subscribe Newsletter อัพเดทข่าวสาร สิทธิพิเศษเพื่อคุณ

Subscribe Now

Latest News & Articles

  • กระบวนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามมาตรฐานสากลมกราคม 30, 2026 - 10:00 am
  • CFO คือก้าวแรกสู่ Net Zero “ทำความรู้จักคาร์บอนฟุตพริ้นท์: รอยเท้าเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อโลก”มกราคม 27, 2026 - 11:00 am
  • ไม่ใช่แค่ผ้าขนหนู! 6 เรื่องจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “โรงแรมสีเขียว” มาตรฐานไทยธันวาคม 23, 2025 - 9:35 am
  • เทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนสำหรับหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงไม้สับ
    เทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนสำหรับหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงไม้สับธันวาคม 19, 2025 - 12:25 pm

Free Training Zone

  • โครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) กลุ่มภาคตะวันออกตอนล่างพฤษภาคม 15, 2020 - 1:55 pm
  • เชิญร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “กลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล ISO 50001”กรกฎาคม 24, 2018 - 9:26 pm
  • โครงการส่งเสริมระบบการจัดการพลังงานในระดับสากล (ISO 50001)พฤษภาคม 15, 2017 - 10:24 am
  • Contact
  • นโยบายคุกกี้
  • นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล
© Copyright 2015 - iEnergyGuru
  • Link to Facebook
  • Link to X
  • Link to Youtube
  • Link to Behance
Scroll to top Scroll to top Scroll to top
เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้(cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคล นำเสนอประสบการณ์ในการใช้เว็บไซต์ที่ดีที่สุดและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ท่าน การใช้งานเว็บไซต์นี้ถือเป็นการยินยอมให้เราจัดเก็บและใช้คุกกี้ของท่าน ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายคุกกี้ของเราได้
นโยบายคุกกี้ | นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าคุกกี้ยอมรับ
Manage consent

Privacy Overview

This website uses cookies to improve your experience while you navigate through the website. Out of these, the cookies that are categorized as necessary are stored on your browser as they are essential for the working of basic functionalities of the website. We also use third-party cookies that help us analyze and understand how you use this website. These cookies will be stored in your browser only with your consent. You also have the option to opt-out of these cookies. But opting out of some of these cookies may affect your browsing experience.
Necessary
Always Enabled
Necessary cookies are absolutely essential for the website to function properly. These cookies ensure basic functionalities and security features of the website, anonymously.
CookieDurationDescription
cookielawinfo-checkbox-analytics11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Analytics".
cookielawinfo-checkbox-functional11 monthsThe cookie is set by GDPR cookie consent to record the user consent for the cookies in the category "Functional".
cookielawinfo-checkbox-necessary11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookies is used to store the user consent for the cookies in the category "Necessary".
cookielawinfo-checkbox-others11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Other.
cookielawinfo-checkbox-performance11 monthsThis cookie is set by GDPR Cookie Consent plugin. The cookie is used to store the user consent for the cookies in the category "Performance".
viewed_cookie_policy11 monthsThe cookie is set by the GDPR Cookie Consent plugin and is used to store whether or not user has consented to the use of cookies. It does not store any personal data.
Functional
Functional cookies help to perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collect feedbacks, and other third-party features.
Performance
Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.
Analytics
Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.
Advertisement
Advertisement cookies are used to provide visitors with relevant ads and marketing campaigns. These cookies track visitors across websites and collect information to provide customized ads.
Others
Other uncategorized cookies are those that are being analyzed and have not been classified into a category as yet.
SAVE & ACCEPT